การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักศึกษา
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
วิทยาเขตเพาะช่าง[1]
THE
ANALYSIS OF EDUCATIONAL COST STUDENTS OF ART
POH-CHANG ART CAMPUS
กัลยา นามสงวน[2]
Kenlaya Namsaghuan1
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักศึกษา
วิทยาเขตเพาะช่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาวิทยาเขตเพาะช่าง จำนวน 233
คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ (Frequency) การหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) การหาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ชั้นปี
และสถานภาพการเป็นนักศึกษา / ภาคเรียน (รอบเช้าและรอบบ่าย) กับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักศึกษา
โดยสถิติที่ใช้คือ t-test และหาความสัมพันธ์ระหว่างคณะวิชาและภูมิลำเนากับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักศึกษา
โดยใช้สถิติ Chi Square, ONE WAY ANOVA ผลการวิจัยพบว่า
1. จากการศึกษาค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักศึกษา พบว่า 1) นักศึกษามีค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยภาคเรียนที่
1 โดยเฉลี่ยคนละ
16,802.88 บาท 2) นักศึกษามีค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยต่อเดือน
โดยเฉลี่ยคนละ 5,298.15 บาท และ 3) นักศึกษาคณะวิชาออกแบบ มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา (ค่าลงทะเบียนเพื่อการศึกษา ค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษา ค่าใช้จ่ายส่วนตัว) เฉลี่ยคนละ 26,132.13 บาทต่อภาคเรียน โดยนักศึกษาคณะวิชาวิจิตรศิลป์มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา
เฉลี่ยคนละ 25,216.29 บาทต่อภาคเรียน
นักศึกษาคณะวิชาหัตถกรรม มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา เฉลี่ยคนละ 21,357.21
บาทต่อภาคเรียน
และนักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ มีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา
เฉลี่ยคนละ 25,300.20 บาทต่อภาคเรียน
2. เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยต่อเดือนของนักศึกษา
จำแนกตามเพศ ภาคเรียน (รอบเช้าและรอบบ่าย) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
(ปวส.) และระดับปริญญาตรี ไม่มีความแตกต่างกัน
3. เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยต่อเดือนของนักศึกษา
พบว่า นักศึกษาคณะวิชาหัตถกรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กับนักศึกษาคณะวิชาออกแบบและคณะวิชาวิจิตรศิลป์
4. เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาของนักศึกษา
จำแนกตามภูมิลำเนา พบว่า นักศึกษาที่มีภูมิลำเนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาแตกต่างกันกับนักศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพฯ
และภาคกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคเหนือ ภาคใต้
ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก มีค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยต่อเดือนไม่แตกต่างกับนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
5. นักศึกษาส่วนใหญ่เคยประสบปัญหาการเงิน
และใช้วิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน โดยขอจากพ่อ-แม่ / ญาติ ขอยืมจากเพื่อนและทำงานพิเศษ นอกจากนี้ นักศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาการเงินโดยให้ทางวิทยาเขตฯ
จัดหาทุนการศึกษาให้ ช่วยจัดหางานพิเศษให้
และให้ผ่อนชำระค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา
6.
สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของนักศึกษาคือ
นิสัยฟุ่มเฟือยของตนเอง เพื่อนๆ
และครอบครัว
ส่วนพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักศึกษาส่วนใหญ่ใช้จ่ายตามใจตัวเองโดยไม่มีการวางแผนใดๆ
คำสำคัญ : ค่าใช้จ่ายของนักศึกษา
ABSTRACT
The
purpose of this study was to analyze the expense of the students of Rajamangala
Institute of Technology, Poh-Chang Campus. The participant of this study was 233 the students of
Rajamangala Institute of Technology, Poh-Chang Campus. The statistics used to calculate were
Frequency, Percentage, Mean, Standard Deviation, t-test, Chi-Square, and
ONE-WAY ANOVA. The results were revealed that:
1. According to the students expense: 1)
each of them spent about 16,802.88 baht in the first semester. 2) each of them spent about 5,298.15
baht per month. 3) The student of
the Faculty of Design spent 26,132.13 baht in a semester, the students of the
Faculty of Fine Art spent 25,216.29 baht a semester, the students of the
Faculty of Crafts spent 21,357.21 baht a semester, and the students of the
Faculty of Traditional Art spent 25,300.20 baht a semester.
2. There was no significant difference
between the genders, programs, and levels of students.
3. There was a significant difference at
0.05 between the student of the Faculty of Crafts and the student of the
Faculty of Design and the student of the Faculty of Fine Art.
4. There was a significant difference at
0.05 between the students from the northeast and the students from the central
part of Thailand and the students from Bangkok. Moreover, there was no difference between the students from
the north, the south, the east, and the west and the students from Bangkok, the
central part of Thailand and the south.
5. Most students used to face the money
problems and they solved themselves by asking for more money from their parents
and relatives lending money from their friends and doing part time job. Furthermore, they also thought that
Poh-Chang Campus should provide the scholarships, part time jobs and the fee
instalment payment.
6. The influence of the students expense
were extravagant and do not have money planing.
Key words : expense of the students
แนวโน้มการพัฒนาสู่เศรษฐกิจใหม่ที่มีเทคโนโลยีและการใช้ความรู้เป็นฐานการพัฒนา ส่งผลให้การอุดมศึกษาไทยต้องปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ
โดยเฉพาะการตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ในฐานะการเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญอันดับต้นของกระบวนการพัฒนาการศึกษาและปรับการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 ในขณะที่ต้นทุนการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ผ่านมานั้น
รัฐเป็นผู้จัดบริการอุดมศึกษาแก่ประชาชน
รัฐรับผิดชอบจัดการเงินสนับสนุนการอุดมศึกษาที่รัฐเป็นผู้จัดให้มี การจัดการเงินสนับสนุนการอุดมศึกษาโดยรัฐ
เป็นต้นว่า
รัฐเป็นผู้รับผิดชอบภาระในการจัดการอุดมศึกษานั้นตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น โดยจัดการเงินสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ดังนั้น ระเบียบวิธีการจึงเป็นไปตามกฎ-เกณฑ์และกลไกของรัฐทั้งหมด โดยจำนวนเงินสนับสนุนจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลและวงเงินงบประมาณที่กำหนดให้เป็นรายปี
และขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในระยะนั้นๆ
ด้วย โดยจัดเป็นเงินอุดหนุน (Subsidy)
ด้วยวิธีกำหนดวงเงินเหมาจ่ายเป็นยอดรวมแต่ละปี และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ
เพื่อผลิตบุคลากร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้กำลังคนในส่วนราชการนั้นๆ
อีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกันในกลุ่มของรัฐกิจอุดมศึกษา ผู้เรียนต้องมีส่วนรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการอุดมศึกษานั้นอยู่บ้างแม้จะไม่มากนัก
โดยอาจจะถือว่ารัฐยังเป็นผู้รับผิดชอบและรับภาระหลัก (เทียนฉาย
กีระนันท์. 2537 : 3-5) และจากการที่สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นจะต้องมีการจัดการศึกษาให้สอดคล้องต่อความต้องการในการศึกษาต่อของผู้เรียน มีความหลากหลายต่อความต้องการ
ทำให้ต้องปรับตัวตามความต้องการและตามความจำเป็นของสังคม หรือความต้องการของตลาด (Market
Demand) ต้องส่งเสริมความต้องการส่วนบุคคล (Private
Demand) และความต้องการส่วนสาธารณะ
(Public Demand) ตลอดจนแนวการบริหารการจัดการที่มีลักษณะของการดำเนินงานในเชิงธุรกิจ ตามแนวคิดการจัดการงบประมาณที่เป็นก้อน (Block
Grants) เพื่อให้สถาบันฯ
มีอิสระในการบริหารงบประมาณ
ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ผลที่ตามมาทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ศึกษาในขั้นนี้สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะถ้าสถาบันอุดมศึกษาอยู่ในย่านของความเจริญด้วยแล้วค่าใช้จ่ายยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก
จึงอาจทำให้เยาวชนจำนวนมากต้องเสียโอกาสเข้าศึกษาในสถาบันระดับอุดมศึกษาไปทั้งๆ
ที่สติปัญญาความสามารถพอที่จะศึกษาให้สำเร็จการศึกษาได้ อันเนื่องมาจากความไม่แน่ใจในฐานะทางเศรษฐกิจของตนว่ามีกำลังพอที่จะศึกษาจนจบได้หรือไม่
ทำให้ไม่กล้าเสี่ยง ด้วยเหตุนี้ปัญหา ทางด้านการเงินจึงถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ
และรายได้ของผู้ปกครองก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเช่นกันที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเยาวชนจะได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือไม่
หรือเข้าศึกษาแล้วสามารถศึกษาสำเร็จตามหลักสูตรการศึกษาหรือไม่
ดังนั้น เพื่อที่จะได้ทราบค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่แท้จริงของนักศึกษา
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
วิทยาเขตเพาะช่าง จึงสมควรที่จะต้องศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวของนักศึกษา
มิฉะนั้นแล้วอาจเกิดปัญหาต่างๆ ที่ตามมาได้ เช่น 1) ผู้ปกครองไม่ทราบค่าใช้จ่ายที่แท้จริงที่ต้องส่งให้ผู้อยู่ในอุปการะ
ทำให้เมื่อผ่านไปได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่สามารถส่งค่าใช้จ่ายต่อไป ทำให้นักศึกษาต้องออกจากการศึกษากลางคัน
2) นักศึกษาไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้
โดยไม่ทราบว่าค่าใช้จ่ายที่ได้รับมาจาก ผู้ปกครองนั้นนำไปใช้จ่ายอะไรก่อนหลัง จึงทำให้นักศึกษาใช้เงินผิดพลาดอาจนำเอาค่าใช้จ่ายที่ได้รับจากผู้ปกครองไปใช้จ่ายในทางที่ไม่ใช่เพื่อการศึกษา
ซึ่งผลสุดท้ายผู้ปกครองต้องเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอีก หรืออาจถึงขั้นทำให้นักศึกษาเสียการเรียน หรือศึกษาไม่จบตามหลักสูตร 3)วิทยาเขตฯ ไม่ทราบว่านักศึกษามีค่าใช้จ่ายส่วนตัวมากน้อยเพียงใด จึงไม่มีนโยบายในการช่วยเหลือนักศึกษาในด้านต่างๆ
ให้เพียงพอจากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของนักศึกษาเพื่อที่จะสามารถแสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานและคุณภาพของการจัดการเรียนการสอน
แสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา แสดงค่าใช้จ่ายของนักศึกษาที่เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเรียน แสดงคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบันฯ
ตลอดจนเป็นแนวทางในการวางแผนการจัดการงบประมาณในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับเงินอุดหนุน
เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพของนักศึกษาที่สูงขึ้น และอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ในตลาดแรงงานแก่นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในอนาคต
ประชากร
เป็นนักศึกษา ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาตรี
ชั้นปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 จำนวน 511 คน
กลุ่มตัวอย่าง
ได้จากการสุ่มตัวอย่างตามตารางจำนวนตัวอย่างของ Taro Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 233 คน เครื่องที่ใช้ในการทำวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ
Checklist
สรุปผลการวิจัย
1. นักศึกษามีค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยภาคเรียนที่
1 โดยเฉลี่ยคนละ 16,802.88 บาท ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เคยประสบปัญหาการเงิน
จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อประสบปัญหาทางการเงินโดยขอจากพ่อ
แม่ / ญาติ และมีความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาการเงินโดยให้ทางวิทยาเขตฯ
จัดหาทุนการศึกษาให้
2. นิสัยฟุ่มเฟือยของนักศึกษามีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของนักศึกษา
นอกจากนี้นักศึกษายังมีพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยใช้จ่ายตามใจตัวเองและไม่มีการวางแผนใดๆ
3. ค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาและค่าใช้จ่ายส่วนตัวเฉลี่ยต่อเดือน และต่อภาคเรียนของนักศึกษาจำแนกตามเพศ สถานภาพการเป็นนักศึกษารอบเช้า
รอบบ่าย ชั้นปี ไม่มีความแตกต่างกัน
4. ค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษานักศึกษาคณะวิชาหัตถกรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 กับนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ และวิจิตรศิลป์
ส่วนค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาของนักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ ไม่มีความแตกต่างกันกับนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ หัตถกรรม และวิจิตรศิลป์
5. ค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาเฉลี่ยต่อเดือนของนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาแตกต่างกันจากนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ
และภาคกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
6. เพื่อน ครอบครัวและนิสัยฟุ่มเฟือย
ของนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
ปี 1 และนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปี1 จะมีความสัมพันธ์กับอิทธิพลของการใช้จ่ายของนักศึกษา
จากผลการวิจัยทำให้ทราบค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษา
และค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่นักศึกษาที่ต้องจ่ายเอง ดังนั้น เมื่อทราบผลจากการวิจัยนี้แล้วสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ควรจะนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย
และวางแผนในการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่มีประสบปัญหาในด้านฐานะทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ
และนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด นอกจากนั้น
ในอนาคตรัฐมีแนวคิดในการที่จะให้สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ออกไปอยู่นอกระบบราชการ
โดยมีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งทำให้สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่างๆ ต้องมีการแสวงหารายได้เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการตนเองมากขึ้น
แต่โดยหลักการนั้น สถาบันฯ ไม่สามารถจะเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรได้
ดังนั้น การศึกษาเรื่องนี้จึงเป็นข้อมูลให้สถาบันฯ ได้นำไปใช้ในการวางนโยบายและกำหนดแผนในการเก็บค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจ
และสภาพรายได้ของผู้ปกครอง โดยยังคงให้ผู้ศึกษาสามารถศึกษาได้
ในขณะเดียวกันสถาบันฯ ก็สามารถจะดำเนินกิจการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และผลิตกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถไปพัฒนาประเทศชาติได้ต่อไป ทั้งนี้เพราะ
ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนทางการอุดมศึกษาและระดับของการพัฒนาของประเทศในทางสังคม
เศรษฐกิจและ วัฒนธรรม สภาพการณ์ในปัจจุบันของโลกโดยรวม
การขยายตัวของนักศึกษาระดับนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นไปด้วยความรวดเร็ว
แต่งบประมาณที่จะสามารถนำมาใช้จ่ายไม่ขยายตามไปด้วย
แต่กลับจะลดลงไปอีกถ้าคิดตามค่าของเงินที่แท้จริง (Real Terms) ทำสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจะเป็นต้องตัดงบประมาณในด้านต่างๆ
เช่น ในด้านโปรแกรมการสอน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ห้องสมุด
โครงการร่วมมือกับต่างประเทศ หรือแม้แต่จำนวนบุคลากร เป็นต้น
ความไม่เพียงพอของงบประมาณประกอบกับการตรวจสอบจากสาธารณชนในการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว
จึงทำให้รัฐบาลจำต้องตัดงบประมาณด้านการอุดมศึกษา
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา
ข้อจำกัดด้านการเงินอันนี้มีผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง
แม้แต่สถาบันที่มีความมั่นคงทางการเงินอยู่ก่อน และสำหรับการลงทุนในการอุดมศึกษาของประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น
มีความแตกต่างกันมาก
โดยสถติของยูเนสโกแสดงว่าประเทศที่กำลังพัฒนามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายหัวของนักศึกษาเพียง
1 ใน 10
ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายหัวของนักศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่เมื่อพิจารณาถึงงบประมาณที่จัดสรรให้แก่อุดมศึกษาที่คิดในรูปของอัตราส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
(GNP) แล้ว พบว่า
ภูมิภาคของโลกที่ยากจนก็จะยิ่งจัดสรรงบประมาณในอัตราส่วนนี้ที่มากขึ้นให้กับการอุดมศึกษา
(Unesco. 1995) ขณะเดียวกันแนวโน้มเกี่ยวกับการเงินของการอุดมศึกษา คือ
การเปลี่ยนจากการรับเงินงบประมาณของรัฐบาล ไปเป็นการเริ่มเก็บค่าเล่าเรียน
รายได้อื่นๆ ของมหาวิทยาลัยรวมถึงกิจการเชิงธุรกิจ (Enterprises) การวิจัยให้กับภาคอุตสาหกรรมหรือการลงทุนโดยใช้งบประมาณที่ได้รับมาแล้วจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศ เช่น เยอรมัน
ฝรั่งเศส
และศรีลังกาไม่ยอมให้มีการขึ้นค่าเล่าเรียน ในกรณีที่มีการขึ้นค่าเล่าเรียนรัฐบาลก็จัดให้มีโครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาขึ้นในหลายประเทศที่น่าสนใจคือ
ของประเทศออสเตรเลียที่เรียกว่า Australian Higher Education Contribution
Scheme (HECS) ซึ่งมีรายละเอียดคือ
นักศึกษาจะเสียค่าเล่าเรียนคิดเป็นร้อยละ 2025 ของค่าใช้จ่ายรายหัว
แต่ยังไม่ต้องจ่ายจริงในขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย
โดยรัฐบาลจะออกไปให้ก่อน และมีงานทำแล้วและมีรายได้อยู่ในระดับหนึ่ง
การหักจ่ายเงินจะทำโดยผ่านระบบการเสียภาษี
นอกจากนี้ระบบการให้งบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลจัดทำเพื่อให้เกิดความสมดุลกับความเป็นอิสระในการบริหารและการจัดการ
และเพื่อให้มหาวิทยาลัยดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ ในสหราชอาณาจักรนั้น จำนวนเงินงบประมาณที่ได้รับ
จะขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในปีก่อน
สำหรับประเทศอินเดีย
การจัดสรรงบประมาณกระทำด้วยความโปร่งใสคือ จะเสนอให้ใช้การจัดสรรบนพื้นฐานของเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (Criteria-based
Funding)
สำหรับในอนาคตกระแสการอุดมศึกษาโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น
ก่อให้เกิด 1) Masification ที่หมายถึง การศึกษาเพื่อคนส่วนใหญ่ การจัดการอุดมศึกษา
ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน โดยมหาวิทยาลัยจะต้องจัดการศึกษาให้มีลักษณะเอื้อต่อคนทุกคน และถือเป็นสิทธิที่มนุษย์พึงมีที่เป็นสิทธิมนุษยชน 2) Privatization ที่หมายถึง
มหาวิทยาลัยเป็นอิสระจากการดำเนินการและการบริหาร เพื่อความคล่องตัว ไม่ยึดติดกับระบบระเบียบราชการ จนเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน
อันมีผลต่อคุณภาพบัณฑิต 3)
Marketization ที่หมายถึง
การอุดมศึกษาต้องสนองประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ เพราะอุดมศึกษาทั่วโลกกำลังเดินหรือขับเคลื่อน
และปรับทิศทางให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น 4)
Standardization ที่หมายถึง ความมีมาตรฐานของการอุดมศึกษา
ต้องสร้างมาตรฐานเพื่อประกันคุณภาพในตัวบัณฑิตให้เป็นไปตามหลักคุณภาพสากล
5) Globalization ที่หมายถึง โลกที่ไร้พรมแดนเป็นโลกใบเดียวกัน การศึกษาจะต้องสื่อสารถึงกันทั่วโลก
อนาคตการศึกษาไม่มีกำแพงขวางกั้น อุดมศึกษาของประเทศที่อยู่ห่างไกลจากอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคนในประเทศนั้นสามารถเรียนได้โดยยังอยู่ประเทศของตนเอง
เพราะมีการเชื่อมโยงกันทั้งสถานศึกษาและหลักสูตร และ 6)
Technologicalization หมายถึง ไอที (IT) เจริญการศึกษาก็เจริญตาม
ทำให้ระบบตลาดการศึกษาเติบโตอย่างกว้างขวาง จึงเกิดมหาวิทยาลัยเสมือนจริง ห้องสมุดเสมือนจริง และห้องเรียนเสมือนจริงในอนาคต ซึ่งผู้เรียนอาจไม่ต้องเดินทางไปเรียนยังสถาบันตนเอง
แต่นั่งเรียนอยู่กับบ้านโดยใช้สื่อของเทคโนโลยีการสื่อสาร