บทที่ 2
แนวคิดในการจัดการศึกษา
การประยุกต์ใช้จริยศาสตร์
ด้วยเหตุที่จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าของการกระทำของมนุษย์ ดังนั้น
จริยศาสตร์สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังต่อไปนี้
1. เนื่องจากจริยศาสตร์ให้ความรู้ในเรื่องคุณค่าแห่งชีวิตมนุษย์
ว่าควรยึดถือในสิ่งซึ่งเป็นความต้องการที่แท้จริงของชีวิต
อันเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดและควรค่าแก่การแสวงหาของชีวิต ดังนั้น
จริยศาสตร์จึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินชีวิต เพื่อมนุษย์จะได้ใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตน
เพราะจริยศาสตร์จะช่วยให้มนุษย์มีความเข้าใจในตนเอง ผู้อื่น และสังคม
อีกทั้งมนุษย์จะได้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตต่อไป
อันจะส่งผลให้บรรลุถึงสิ่งที่ตนได้ยึดถือไว้
2. การนำจริยศาสตร์มาเป็นแนวทางในการตัดสินว่าสิ่งใดดีชั่ว ถูกผิด ควร ไม่ควร
เพื่อมนุษย์จะได้มียุติธรรมในการพิจารณาหรือตัดสินในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างถูกต้อง
3. การนำจริยศาสตร์มาใช้ในการพัฒนา และยกระดับจิตใจของตนเอง
เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้สติปัญญาในการตรึกตรอง พินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ
อย่างรอบด้าน
อันจะส่งผลให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนโดยยึดถือเหตุผลเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
4. การนำจริยศาสตร์มาใช้กับคนในสังคม จะช่วยให้สังคมมีระเบียบ
เพราะหากสมาชิกของสังคมปราศจากความขัดแย้งต่อหลักการที่สังคมถือปฏิบัติร่วมกัน
และสมาชิกต่างก็เห็นพ้องต้องกันในหลักการดำเนินชีวิตที่ดีแล้ว
ย่อมทำให้เกิดความเป็นระเบียบในสังคม อีกทั้งจริยศาสตร์ช่วยให้สังคมมีความสงบสุข
เพราะเมื่อทุกคนในสังคมยึดถือหลักการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีระเบียบแล้ว
สังคมย่อมพบพาความสงบสุขด้วย
5. การนำจริยศาสตร์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาของสังคม
เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมบางปัญหาเป็นเรื่องของ " คุณค่า " ที่แต่ละปัจเจกบุคคลตีความ
และยึดถือแตกต่างกันออกไป ดังนั้น
จริยศาสตร์จึงเข้ามามีบทบาทในการโต้แย้งและการให้เหตุผล เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน อันจะนำไปสู่การกำหนดเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาสังคมได้อย่างถูกต้องและตรงกับสาเหตุแห่งปัญหานั้นๆ
6. การนำจริยศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านจิตใจ
เพื่อให้พลเมืองของประเทศเป็นผู้มีจิตใจดีงาม มีความกล้าหาญทางจริยธรรม
มีการตัดสินใจในหนทางที่ถูกต้อง อันเป็นหลักสำคัญที่จะทำให้พลเมืองมีความเข้มแข็งทางจิตใจ เพื่อเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสังคมในด้านอื่นๆ ต่อไป
เนื่องจากจริยศาสตร์เป็นการศึกษาคุณค่าแห่งชีวิตมนุษย์ โดยมีความมุ่งหวังให้มนุษย์ค้นหาคุณค่าที่แท้จริงแห่งชีวิตและสรรพสิ่ง โดยใช้สติปัญญา
และเหตุผลในการแสงหาสิ่งที่ดีมีคุณค่าที่สุดในชีวิตเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งตน
แต่เพราะชีวิตมนุษย์มิได้ราบเรียบเสมอไป บางครั้งเกิด " ความขัดแย้งทางคุณค่า (Conflict of Value) การกระทำของมนุษย์
" กล่าวคือเป็นความรู้สึกสองทางที่ขัดแย้งกัน
จนมนุษย์ไม่สามารถตัดสินใจได้ ในท้ายที่สุดการกระทำต่างๆ
ในสังคมจึงต้องอาศัยจริยศาสตร์มาเป็นมาตรการตัดสินคุณค่าการกระทำ
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (2529)[69] ได้กล่าวว่า สังคมไทยมีการสะสมทางจริยธรรมมานานการสร้างจริยธรรมใหม่ต้องปรับจริยธรรมเก่าที่เป็นพื้นฐานให้เข้ากับของใหม่ได้
หัวข้อจริยธรรมที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนมาแต่เดิมและมีบทบาทต่อคนในสังคม
คือมานะกับความอยาก เข้าใจว่ามานะดีเป็นความพยายาม ความจริงคือความถือตัวตนหรืออัตตา เข้าใจว่าความอยากไม่ดี ถ้าเป็นความอยากที่เป็นกุศลคือฉันทะดี
แต่ไปเข้าใจในความหมายของตัณหา อยากสร้างอยากเสพ
ซึ่งไม่ดีวิธีปลูกฝังการพัฒนาจริยธรรมที่ถูกต้อง คือการมองว่าธรรมะทั้งหมดเป็นองค์ประกอบด้านต่างๆ
ของเรื่องเดียวกัน ต้องหาองค์ธรรมแกนขึ้นมา แล้วกำหนดคุณสมบัติหรือ
จริยธรรมข้ออื่นๆ ที่เราต้องการมาร่วมขบวนการพัฒนาองค์ธรรมหรือจริยธรรมแกนนั้น
ไม่ใช้วิธีปลูกฝังโดยกำหนดจริยธรรมขึ้นมาเป็นข้อๆ แล้วกำหนดวิธีฝึกแต่ละข้อ
ส่วนการมองจริยธรรมว่าเป็นเพียงอุปกรณ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายไม่ใช่ตัวจุดหมาย ต้องฝึกฝน โดยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้ชัดเจนและรู้ว่า ขบวนการพัฒนานั้นมีคุณธรรม
จริยธรรมอะไรบ้างที่จะนำมาเป็นตัวอุปกรณ์ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย
จริยธรรมที่ควรระวังคือ พวกที่เอียงสุดไปด้านเดียวคือจิตหรือวัตถุ
พระพุทธเจ้าสอนให้ดำเนินสายกลาง ส่วนคุณธรรมหลักสำคัญของประชาธิปไตย
คือธรรมาธิปไตยถือธรรมเป็นใหญ่ ยึดหลักการความจริงที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล
ไม่ใช่ถืออัตตาธิปไตยให้ตนเองเป็นใหญ่ และไม่ใช่โลกาธิปไตย ที่ถือเสียงมหาชนเป็นใหญ่ ซึ่งอาจผิดได้ สังคมไทยที่ผ่านมาใช้อัตตาธิปไตย เด่นด้านมานะ จึงต้องสร้างให้คนรุ่นใหม่
ตั้งมั่นในธรรมาธิปไตย
มีจริยธรรมที่ทำให้คนเข้มแข็งไม่ท้อถอย ไม่งมงายเชื่อเรื่องกรรมที่ผลสำเร็จ
เกิดจากการกระทำ ช่วยเหลือตนเอง ไม่หวังพึ่งทั้งวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ ไม่เสพติดทั้งวัตถุและ จิตใจ เช่น
ติดสุขของสมาธิจนเกียจคร้าน ผู้ใหญ่ก็ต้องมีจริยธรรมที่ทำให้เป็นกัลยาณมิตรของเด็กและเยาวชน
เพื่อให้เขาเป็นผู้ที่จะ รับผิดชอบสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งมีปัญหามากมายที่จะต้องแก้ไขให้ได้
ปรัชญาและแนวคิดในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่สำคัญ
ที่มีบทบาทที่สำคัญต่อการจัดการศึกษาและการจัดและดำเนินงานกิจการกิจกรรมนักศึกษาที่สำคัญคือ
[70]
1) Neo-Humanism ที่ เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล
ที่ก่อให้เกิดแนวคิดที่หลากหลายตามธรรมชาติของนักศึกษาและกระบวนการเรียนการสอน
โดยนักศึกษาหรือผู้เรียนแต่ละคนควรจะถูกวัดหรือถูกประเมินเป็นรายบุคคล หลักสูตรการเรียนการสอนควรมีลักษณะที่ยืดหยุ่นตามความสนใจ
และตามความสามารถของนักศึกษาแต่ละคน
การจัดการศึกษานอกจากจะมุ่งพัฒนาในด้านสติปัญญาแล้ว
ยังมุ่งที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของนักศึกษาในหลายๆ ด้านอีกด้วย การจัดการศึกษาในทุกๆ
ระดับจึงควรพัฒนาผู้เรียนในทุกด้าน อันได้แก่ ด้านสติปัญญา ร่างกาย สังคมและจิตใจ นอกจากนี้
สถาบันการศึกษาควรให้ความสนใจเกี่ยวกับความเจริญเติบโต
และมีการพัฒนาการในทุกด้านของผู้เรียนที่เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อบรมเลี้ยงดู สนับสนุนและพัฒนาเพื่อให้เกิดพัฒนาการในด้านต่างๆ
ให้ครบทุกด้าน ในส่วนของ กิจการนักศึกษาเปรียบเสมือนกิจกรรมเสริมหลักสูตร
ที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านความรู้เป็นอันดับแรก
พัฒนาในด้านเจตคติและทักษะเป็นอันดับรอง ในการบริการคำปรึกษาแก่นักศึกษาควรเน้นเกี่ยวกับคำปรึกษาด้านการตั้งเป้าหมายทางการศึกษา
การปรับปรุงทักษะทางการเรียน การตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกวิชาเรียน และการวางแผนการเลือกอาชีพ เป็นต้น ตลอดจนกิจกรรมนักศึกษาถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาความเป็นผู้นำ
การดำเนินชีวิต การจัดการเรียนการสอนเสริม และการพัฒนานักศึกษาในด้านสังคม 2) Pragmatism ที่เชื่อว่า
ความรู้เป็นการปะทะสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่จะเรียนรู้กับผู้ที่จะเรียนรู้ ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความจริงกับคุณค่า
ร่างกายกับจิตใจหรือโลกที่จะต้องเรียนรู้กับผู้เรียนรู้ ในการเรียนสิ่งใด
จะเริ่มต้นจากประสบการณ์เฉพาะมากกว่าความจริงที่เป็นสากล ความจริงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ไม่หยุดนิ่ง การศึกษาจะมุ่งให้เกิดความสมดุลระหว่างเหตุผลกับภาวะทางอารมณ์ของมนุษย์
นักศึกษาจะเรียนรู้จากการกระทำ
จากการปฏิบัติและประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ควรมุ่งเน้นการนำทฤษฎีมาใช้เพื่อเข้าสู่การปฏิบัติจริง
เน้นการพัฒนาการโดยสมบูรณ์ และอย่างสร้างสรรค์ของตัวนักศึกษาในองค์รวม และ จะมุ่งเน้นที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ประยุกต์ความรู้กับสภาพการณ์ที่เป็นจริง
เช่น การกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานขององค์การ การจัดเตรียมงบประมาณดำเนินการ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตย เป็นต้น กิจกรรมนักศึกษาต่างๆ
จึงล้วนเน้นการประยุกต์ความรู้ที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติจริง
อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา 3) Existentialism ที่ เน้นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าแก่นหรือสาระสำคัญของสิ่งนั้น
ในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะเน้นนักศึกษาให้เป็น
หรือจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเรียนรู้และการพัฒนาด้วยตัวของนักศึกษาเอง
โดยเชื่อว่า นักศึกษาแต่ละคนจะสามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอน
หรือประสบการณ์ทางสังคมของตนเองได้ด้วยตนเอง สิ่งที่นักศึกษาเรียนรู้ในอดีต
ไม่สามารถกำหนดสิ่งที่เขาจะเรียนหรือควรจะเรียนในอนาคต
ครูอาจารย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยหรือผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น ส่วนการดำเนินกิจการนักศึกษาจะเป็นการดำเนินงานเพื่อช่วยให้นักศึกษาได้มีการเจริญเติบโต
และมีพัฒนาการในทุกด้านมากกว่าการถูกเข้าไปควบคุมพฤติกรรม
นักศึกษาจะเป็นสมาชิกของสถาบันที่มีความสำคัญมาก มีการจัดโปรแกรมต่างๆ เพื่ออำนวยความสุข ความสะดวกให้แก่นักศึกษา มีการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาในด้านการเรียนรู้ ซึ่งแนวคิดของปรัชญาสาขานี้ นักศึกษาเปรียบเสมือนผู้ใหญ่ที่จะต้องมีความรับผิดชอบในตนเอง และมีการพัฒนาการด้วยตนเอง
ไม่ใช่หน้าที่ของพ่อแม่หรือสถาบันการศึกษาอีกต่อไป
รูปแบบและแนวทางการศึกษาทางจริยศึกษาหรือจริยศาสตร์ สามารถทำได้ 3 ลักษณะคือ[71]
1. การศึกษาในลักษณะของการพรรณนาหรือลักษณะเชิงประจักษ์
(DescriptiveEmpirical Study) เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ทางจริยธรรมของมนุษย์
โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาอธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ
เมื่อมีข้อมูลจากการศึกษามากขึ้น ผู้ศึกษาอาจสร้างทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์
เพื่อนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางจริยธรรมได้อย่างครอบคลุมและกว้างขวางมากขึ้น
สำหรับการศึกษาในลักษณะนี้พบได้ในการค้นคว้าของนักมนุษยวิทยา
นักประวัติศาสตร์ นักจิตวิทยา
นักสังคมวิทยา เป็นต้น การศึกษาทางจริยศาสตร์จะใช้งานค้นคว้าเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการศึกษา
2.
การศึกษาเพื่อหาเกณฑ์บรรทัดฐาน (Normative
Study) จากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้กล่าวมา นักจริยศาสตร์จะพยายามวิเคราะห์หาคำตอบว่า ความดีคืออะไร ความถูกต้องความมีลักษณะอย่างไร หรือมนุษย์มีพันธะทางจริยธรรมหรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีการนำเสนอคำตัดสินทางจริยธรรมจากแง่มุมของทฤษฎีต่างๆ
เช่น ความรู้คือความดี จงทำตามหลักการที่ถูกต้องแม้ว่าทำแล้วจะไม่เกิดความสุข เป็นต้น การศึกษาในลักษณะนี้เรียกว่า จริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน (Normative Ethics)
3. การศึกษาในลักษณะของการวิเคราะห์และวิจารณ์
(AnalyticalCritical Study)
เป็นการศึกษาที่ต่อเนื่องมาจากจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน
อาจกล่าวได้ว่าเป็นการประเมินคำอธิบายต่างๆ ของจริยศาสตร์เชิงบรรทัดฐานในฐานะที่เป็น
ความรู้ ประเภทหนึ่งของมนุษย์ การศึกษาในลักษณะนี้เป็นการพยายามหาคำตอบว่า คำว่า ดี ที่นักจริยศาสตร์ใช้หมายถึงอะไร
คำตัดสินทางจริยธรรมที่นักจริยศาสตร์เสนอมานั้นมีเหตุผลพิสูจน์สนับสนุนหรือไม่
เป็นต้น
การศึกษาในลักษณะนี้เรียกว่า อภิจริยศาสตร์ (MetaEthics)
หลักการสร้างสรรค์ปัญญา[72]
ปัญญา : ยอดคุณสมบัติของสัตว์ผู้ต้องศึกษา
หลักการในการสร้างสรรค์ปัญญาโดยตรงนั้น กล่าวคือ
ในแง่ที่ว่าในการสร้างสรรค์ปัญญาเพื่ออนาคตของมนุษยชาตินั้น
เราต้องดูว่าปัญญามีบทบาทอะไรที่จะทำให้เกิดสังคมที่ดีงาม ปัญญามีความหมายอย่างไร
มีบทบาทอย่างไร มีส่วนร่วมอย่างไรที่จะทำให้เกิดความงอกงามแก่อนาคตของมนุษยชาติ
มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษดังที่ทางพระว่า เป็นทัมมะ (ท ทหาร ไม่ใช่ ธ ธง) คู่กับธัมมะ คือธรรม จะเห็นได้ในคำที่เราสวดพุทธคุณว่า
อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ คำนี้แสดงธรรมชาติของคนว่าเป็นทัมมะ
คือเป็นสัตว์ที่ฝึกได้และต้องฝึก
แม้แต่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็เพราะการฝึกนี้
จึงมีหลักการที่สำคัญว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก ซึ่งเรามักจะพูดห้วนๆ เสมอว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่ไม่ใช่เป็นคำกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา
ถ้าจะให้ถูกต้อง ตามหลักพระพุทธศาสนา
จะต้องพูดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก
ถ้าไม่ฝึกแล้วหาประเสริฐไม่ การฝึกก็คือทำให้พัฒนาขึ้นด้วยสติปัญญา
เป็นต้น เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกจึงจะประเสริฐ
เพราะเหตุใด เพราะมนุษย์อาศัยสัญชาติญาณได้น้อย
ไม่เหมือนสัตว์ประเภทอื่น ซึ่งเกิดมาแล้วแล้วก็อยู่ได้ด้วยสัญชาตญาณ
แม้แต่คลอดออกมาวันนั้น อย่างลูกห่านก็เดินได้เลย
ว่ายน้ำได้ทันที หากินได้ทันที แต่มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกฝนพัฒนา โดยเฉพาะพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าปัญญามาใช้ดำเนินชีวิต
แทนที่จะอยู่อย่างสัตว์อื่นที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อย้อนกลับมาเรื่องหลักการของพระพุทธศาสนาสอนตามธรรมชาติว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและฝึกได้ ฝึกไปทำไม ก็ฝึกให้ดำเนินชีวิตดียิ่งขึ้นไป
จะได้มีชีวิตที่ดีงาม มีความสุข เป็นอิสระ
และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขในสังคมและในโลก ทำไมจึงต้องฝึก เพราะชีวิตของเราที่เกิดมาตั้งเริ่มต้น
เราได้เรียนรู้มา ได้ฝึกได้หัดมา เราจึงอยู่ได้ดี อย่างที่เห็นอยู่ว่า มนุษย์เกิดมาอาศัยสัญชาตญาณแทบไม่ได้เลย เราต้องเรียนรู้และต้องฝึกหัดเอาทั้งนั้น พอเกิดมาก็ต้องมีคนอื่นอุ้มชูก่อน ต้องเลี้ยงดูเป็นเวลาหลายปี ซึ่งในระหว่างที่เขาเลี้ยงดูนั้น ตัวเองทำอะไร ตัวเองก็เรียนรู้และฝึกหัดไป ต้องเรียนต้องฝึกทั้งนั้น ทั้งการนั่ง การนอน
การยืน การกิน การขับถ่าย จนกระทั่งมาเดิน มาพูด ต้องฝึกต้องหัดหมด
จึงบอกว่า การดำเนินชีวิตของมนุษย์แทบไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ
แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ไม่รู้หลักการ ไม่รู้ธรรมชาติอันนี้การเรียนรู้ การฝึก การหัดนั้น
จำเป็นเพื่อให้ตัวดำเนินชีวิตอยู่ได้
ก็เรียน ก็ฝึก ก็หัดไปด้วยความจำเป็นจำใจ
พอทำได้ก็หยุดฝึก
จึงไม่พัฒนาเท่าที่ควร ถ้าเขารู้ธรรมชาติแห่งชีวิตของตนเอง
รู้หลักการของชีวิตมนุษย์อย่างนี้แล้วว่า ชีวิตที่ดีของมนุษย์ได้มาด้วยการเรียนรู้
ฝึกฝน พัฒนา ต้องมีสิกขา ถ้าเราฝึกพัฒนาเรียนรู้อยู่เรื่อย ชีวิตของเราก็จะดีงาม เขาก็จะสิกขาต่อไปเรื่อยๆ จนมีชีวิตที่ประเสริฐ
ชีวิตที่มีการศึกษา คือ เรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนาอยู่เรื่อย
จะเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เรียกว่า ชีวิตประเสริฐเกิดจากการศึกษา ดังพุทธพจน์ที่ตรัสย้ำว่า
ทน.โต เสฏ.โฐ
มนุสเสสุ แปลว่า ในหมู่มนุษย์นั้น คนที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งว่า มนุสสภูตํ สมพุทธํ อตตทนตํ สมาหิตํ ที่แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ทั้งที่เป็นมนุษย์ แต่ฝึกพระองค์แล้วมีพระทัยอบรมถึงที่แล้ว
แม้เทพเจ้าทั้งหลายก็น้อมนมัสการ กลายเป็นพลิกกลับเลย
แต่ก่อนมนุษย์ต้องไหว้กราบเคารพเทวดา
แต่พอมนุษย์ฝึกดีแล้ว เทวดากลับมาไหว้มนุษย์ ซึ่งที่ว่านี้เป็นการพูดในสภาพแวดล้อมเก่า
พระพุทธศาสนาเกิดในสังคมที่บูชาเทพเจ้า
มนุษย์มีความโน้มเอียงที่คอยแต่จะไปหวังพึ่งอำนาจดลบันดาลจากภายนอก พระพุทธเจ้าต้องให้กำลังใจว่า
อย่ามัวไปอ้อนวอนอย่ามัวไปหวังพึ่ง ตัวคุณนี้แหละพัฒนาได้
และถ้าคุณพัฒนาตัวดีเทวดา และแม้แต่พระพรหมก็หันมานับถือเคารพคุณ
นี้เป็นการตรัสตามสภาพแวดล้อมของยุคสมัย
เพื่อให้คนเกิดกำลังใจ ไม่ใช่มัวงอมืองอเท้าไปหวังพึ่งสิ่งอยู่ภายนอกอยู่ ดังนั้น ในคติพระพุทธศาสนา
เรื่องจริยะหรือจริยธรรมไม่ได้แยกจากการศึกษาเลย แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้มีจริยะ คือการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ที่ประเสริฐ เป็นพรหม ก็ต้องมีการศึกษาคือ ฝึกฝน เรียนรู้พัฒนาไป จึงได้อ้างพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า
พรหมจริยะคือ จริยะอันประเสริฐ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งมาเป็นสิกขา คือ การเรียนรู้ ฝึกฝน
พัฒนา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา 3
อย่างเหมือนกัน
โดยไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บอกชัดอยู่แล้วว่าฝึก 3 อย่าง ฝึกอะไร ก็ฝึกพฤติกรรม ฝึกจิตใจ ฝึกปัญญา
แล้วก็เกิดจริยะที่ดีงาม (พรหมจริยะ) คือการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ทำให้มีพฤติกรรม สภาพจิตใจและปัญญาที่ดียิ่งขึ้นไป ฝึกอะไรก็ได้สิ่งนั้น ฝึกที่ไหน ก็ฝึกที่ศีล สมาธิ
ปัญญา
และคติของสัตว์ชนิดอื่นว่า เกิดมาด้วยสัญชาตญาณใด ก็ตายไปด้วยสัญชาตญาณนั้น
แต่ของมนุษย์ไม่อย่างนั้น คติของมนุษย์ว่า
ฝึกอย่างไรได้อย่างนั้น จึงเป็นหลักการของมนุษย์ว่าจะต้องมีการฝึก คือ เรียนรู้
ฝึกหัดและพัฒนา เพราะนี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก
และฝึกได้ ซึ่งคำว่า ต้องฝึก แสดงถึงความเสียเปรียบของมนุษย์ และที่ว่าสัตว์อื่นมันไม่ต้องฝึก
ไม่ต้องหัด ไม่ต้องเรียนรู้ มันก็อยู่ได้
ส่วนมนุษย์นี่แย่กว่าต้องฝึกจึงอยู่ได้
แต่ฝึกได้ แสดงความพิเศษที่เป็นข้อดีของมนุษย์ว่ามนุษย์นี้ฝึกได้
ส่วนสัตว์อื่นฝึกไม่ได้
สัตว์อื่นมันไม่ต้องฝึกและมันก็ฝึกไม่ได้ด้วย ไม่ใช้ฝึกไม่ได้เลย มันเรียนรู้และฝึกได้ในขอบเขตจำกัดมากและต้องให้มนุษย์ฝึกให้ ส่วน มนุษย์นั้น 1) ฝึกได้ และ 2) ฝึกตัวเองได้ด้วย โดยฝึกตนได้นี่แหละที่สำคัญอย่างยิ่ง การเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาที่แท้ได้ผลสูงสุดอยู่ที่ตัวเอง
ขยายความว่า รู้จักเรียนรู้โดยเอาสิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยในการฝึกฝนพัฒนาตนเอง
แล้วก็จะมีคุณสมบัติเก่งกล้าเกิดขึ้นมาในตัวมากมาย
โดยเฉพาะปัญญาที่เป็นคุณสมบัติอันเยี่ยมยอด เยี่ยมยอดอย่างไร
ก็มาดูกันต่อไป
ปัญญานำสัตว์ผู้ต้องศึกษาจากชีวิตที่เสี่ยงภัยสู่อิสรภาพ
โดยธรรมชาติของปัญญาที่สัมพันธ์กับมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งเบื้องต้นเราจะเห็นได้ชัดว่า
ปัญญาเป็นปัจจัยตัวเอกที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอด ปลอดภัยได้ หลุดพ้นเป็นอิสระ หรือพูดง่ายๆ
ว่า นำมนุษย์ไปสู่อิสรภาพ ถ้ามนุษย์ไม่มีปัญญา ก็ไม่มีอิสรภาพ แม้แต่จะมีชีวิตอยู่ก็ไม่รอด
มนุษย์นั้นเมื่อเกิดมาก็ยังไม่รู้อะไร และเมื่อเจออะไรที่ยังไม่รู้ ก็ไม่รู้จะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างไร จึงติดขัด คับข้อง
เป็นภาวะบีบคั้นทำให้เกิดทุกข์เกิดปัญหา
แต่ถ้าเรารู้
เราก็ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เราก็รอดพ้นปัญหาได้
ฉะนั้น เพื่อให้รู้ มนุษย์ก็ต้องเรียนรู้ เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มากับตัวที่จะเรียนรู้และฝึกฝนพัฒนาทำให้เกิดปัญญาขึ้น
มนุษย์มีปัญญารู้ในสิ่งนั้นยิ่งขึ้นๆ จนทำให้ตำราและวิชาการต่างๆ ซึ่งเป็นความรู้ในเรื่องนั้นๆ
รู้เรื่องใดก็แก้ปัญหาในเรื่องนั้นได้ จนกระทั่งเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ทำให้เกิดการจัดวางชีวิตได้ลงตัวกับโลกนี้ สำหรับการที่มีปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ
ได้ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ จัดการดำเนินการต่างๆ
ให้สำเร็จลุล่วงโปร่งโล่งไปได้นี้เรียกว่าหลุดพ้นเป็นอิสระ นั่นคืออิสรภาพ ซึ่งมีทั้งอิสรภาพทางร่างกายที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำของสิ่งแวดล้อม
และมีปัจจัยสี่หล่อเลี้ยงให้เป็นอยู่ได้ อิสรภาพทางสังคม
ที่แก้ไขลุล่วงปัญหาที่เกิดขึ้นในการอยู่ร่วมกัน มีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่กดขี่เบียดเบียนบีบคั้นกัน ทำสังคมให้อยู่รอด มีความปลอดภัย มีอิสรภาพทางจิตใจที่โปร่งใส สงบสุข มีความพึงพอใจ
ถ้าเรามีปัญหาและยังไม่เกิดความรู้ ติดขัด แก้ปัญหาไม่ตกจิตใจก็บีบคั้น หวาดหวั่น ระแวง ว้าวุ่น สับสน แต่พอปัญญารู้เข้าใจก็เกิดทางอกขึ้นมา
ใจก็หายสับสนวุ่นวาย หายกระสับกระส่าย สงบได้ ปลอดโปร่งโล่งไป
ปัญญาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอิสรภาพทางจิตใจในที่สุดจึงต้องมีอิสรภาพทางปัญญา
ที่ปัญญาไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลส ตัณหาและอคติ ดังนั้น อิสรภาพทั้งหมดนี้ต้องอาศัยปัญญาทำให้เกิด มนุษย์ที่ไม่มีปัญญาจะทำอย่างไร
ก็ต้องอาศัยกิเลสไปก่อนกิเลส เช่น ความกลัวทำให้เราหนีภัย ไม่ยอมเข้าไปหาสิ่งที่เป็นอันตราย
ทำให้เอาตัวรอดไว้ก่อน เช่น กลัวภัยธรรมชาติ กลัวสัตว์ร้าย
กลัวคนที่มีอำนาจมากกว่า ความกลัวเป็นต้นนี้ ช่วยพยุงคนในขณะที่ยังไม่มีปัญญา ยังไม่รู้เหตุรู้ผล
เมื่อมีปัญญาแล้วก็พ้นจากการอยู่รอดด้วยกิเลสมาอยู่ด้วยปัญญา
การพัฒนาคนก็เพื่อให้เขาอยู่ดีด้วยปัญญา เมื่อแต่ละคนมีปัญญา ก็มาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมของมนุษยชาติให้มีความเจริญ
ให้อยู่ดีมีสันติสุขได้ นั่นคือความหมายของปัญญาในแง่ที่นำมนุษย์ไปสู่อิสรภาพ
ปัญญา พัฒนาพร้อมปัจจัยร่วมในระบบองค์รวม
ในหลักการของการพัฒนา แม้ว่าปัญญาจะเป็นสิ่งที่ต้องการที่แท้
เพราะเป็นตัวนำชีวิตสู่อิสรภาพ
แต่ปัญญาก็เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของชีวิต ซึ่งหมายความว่า เราต้องมองชีวิตของมนุษย์ว่าเป็นระบบแห่งองค์รวมของส่วนประกอบมากมาย
โดยส่วนประกอบเหล่านี้มีความสัมพันธ์
เกื้อหนุน อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น ที่ทางพระแยกชีวิตเป็นองค์ประกอบที่เรียกว่า
ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ชีวิตเป็นองค์รวมของระบบความสัมพันธ์แห่งองค์ประกอบเหล่านี้ ขณะเดียวกันในเชิงปฏิบัติในแง่ของการดำเนินชีวิตก็เช่นเดียวกันชีวิตของคนแยกออกเป็นด้านต่างๆ
ของความเป็นอยู่ หรือประกอบด้วยความเป็นอยู่ด้านต่างๆ รวม 3 ด้าน
คือ ด้านพฤติกรรม ซึ่งแสดงออกทางกายและวาจาที่ติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
แล้วก็มีด้านจิตใจและด้านปัญญา สามด้านหรือสามส่วนนี้มีความสัมพันธ์และอิงอาศัยซึ่งกันและกัน โดยในการที่จะพัฒนาปัญญานั้น
เราจะพัฒนาปัญญาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะปัญญาเป็นด้านหนึ่งในระบบองค์รวมของชีวิตที่มีส่วนประกอบสามด้านอิงอาศัยสัมพันธ์กันอยู่ พระพุทธศาสนาไม่มองจริยธรรมแยกส่วนออกไปว่าเป็นความประพฤติอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนในวัฒนธรรมตะวันตก
แต่มองว่า จริยธรรมคือ การดำเนินชีวิตของคนหรือระบบการดำเนินชีวิตที่ดีงาม
ซึ่งมีความสัมพันธ์ทั้งสามด้านมาเกื้อหนุนกันคือ ด้านพฤติกรรมที่เรียกว่าศีล
ด้านจิตใจซึ่งเรียกชื่อตามองค์ประกอบที่เป็นแกนกลางในการฝึกว่าสมาธิ และด้านปัญญาคือความรู้ ซึ่งทั้งสามด้านนี้สัมพันธ์เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
ต้องพัฒนาไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจะพัฒนาปัญญาก็ต้องให้ศีล สมาธิ พัฒนาไปด้วย
เป็นระบบแห่งศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการศึกษาหรือสิกขา 3 ด้าน จึงเรียกว่า ไตรสิกขา (จะเรียกว่าตรีศึกษา หรือไตรสิกขา ก็ได้)
จะเห็นได้ง่าย เช่น พฤติกรรมจะเป็นไปด้วยดี ตอนแรกอาศัยความเคยชิน พอให้มีพฤติกรรมเคยชินอย่างไร คนก็ดำเนินชีวิตไปด้วยพฤติกรรมอย่างนั้น
พฤติกรรมเคยชินที่ดีมักเกิดจากการหล่อหลอมทางสังคม เช่น การเลี้ยงดูและวัฒนธรรม เป็นต้น วัฒนธรรมทำให้มีพฤติกรรมเคยชินที่ต้องการได้ง่าย
แต่พฤติกรรมที่ดีจะมีความมั่นคง เมื่อมีสภาพจิตที่ดี เช่น
คุณธรรมรองรับหรือหนุนอยู่ เช่น ถ้าในใจคนมีเมตตา คือมีความรัก ความปรารถนาดี อยากให้คนอื่นเป็นสุข พฤติกรรมที่ไม่เบียดเบียน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็เป็นไปได้ง่าย
เพราะมันทำให้มีความเต็มใจที่จะทำ และมีความสุขใจ
ถ้าทางด้านจิตใจ คนมีความพอใจในพฤติกรรมนั้น และมีความสุขที่จะปฏิบัติและแสดงออกในพฤติกรรมนั้น พฤติกรรมนั้นจะมีความมั่นคง แต่ถ้าเราจะให้คนมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยไม่มีสภาพด้านจิตใจที่ประสานสอดคล้องกัน
เช่น สอนเด็กให้ประพฤติดีอย่างนั้นอย่างนี้
แต่จิตใจเด็กไม่มีความสุขในการดำเนินพฤติกรรมนั้น พฤติกรรมนั้นก็ไว้ใจได้ยาก จึงต้องให้คุณธรรมและความสุขมาหนุนด้วย พฤติกรรมดีจึงจะจริงจังมั่นคง และยิ่งถ้ามีปัญญา รู้เหตุผลและคุณค่าว่าทำไมเราจึงควรมีพฤติกรรมอย่างนี้ด้วย
ก็ยิ่งเต็มใจ
และทำพฤติกรรมนั้นด้วยความสุข อย่างนี้เรียกว่า
เป็นการประสานขององค์ประกอบทั้งสามด้าน ซึ่งจะทำให้ระบบการดำเนินชีวิตดีงามเป็นไปได้
การพัฒนามนุษย์จึงต้องพัฒนาทั้งระบบขององค์ประกอบที่อาศัยซึ่งกันและกัน แต่ในทางตรงกันข้าม พฤติกรรมที่ไม่ดี มีความขัดแย้ง มีความรุนแรงก็ทำให้จิตใจกระสับกระส่าย เร่าร้อน ขุ่นมัว เมื่อสภาพจิตก็ไม่ดี การใช้ปัญญาก็ไม่ชัดเจน ทำให้คิดถึงผลประโยชน์และผลเสียหายไม่รอบคอบทำให้มองแง่เดียว
ด้านเดียว เช่น จะต้องเอาชนะแง่เดียว ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้น พฤติกรรมไม่ดีก็ไม่เอื้อที่จะให้เกิดปัญญา
แต่ถ้ามีพฤติกรรมที่ดี คนจะเกิดความมั่นใจในพฤติกรรมนั้น จิตก็จะเกิดความสงบ ทำให้การใช้ปัญญาได้ผลดี มีความคิดรอบคอบ เป็นต้น ซึ่งในการพัฒนาปัญญาก็ต้องมีพฤติกรรมที่เอื้อ เช่น การไปหาและรวบรวมข้อมูล การใช้ตา หู ในการสำรวจและสังเกต การรู้จักติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น
การแสดงกิริยาอาการในการติดต่อ การใช้วาจาซักถาม ปรึกษาสนทนา เป็นต้น และต้องมีสภาพจิตที่เกื้อหนุน เช่น มีความใฝ่รู้สู้ปัญหา
ขยันอดทนในการคิดค้น รู้จักระลึกและทบทวน มีจิตใจแน่วแน่เป็นสมาธิ จึงจะพัฒนาปัญญาได้ดี ถ้าใจไม่สู้ปัญหา ขี้เกียจคิด ใจเร่าร้อน ขุ่นมัว
หรือกระวนกระวาย มีแต่เรื่องรบกวนจิตใจ ใจจับจดฟุ้งซ่าน ก็พัฒนาปัญญาได้ยาก เหล่านี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ
น้อยๆ ที่แสดงว่า การพัฒนามนุษย์จะต้องเป็นไปอย่างประสานทั้งสามด้าน คือ พฤติกรรม สภาพจิตใจ และปัญญา เป็นอันว่า
ถ้าจะพูดเรื่องการสร้างสรรค์ปัญญา จะต้องพูดให้ครบทั้งสามด้าน
และให้สามด้านมาเกื้อกูลกัน ดังที่ทางพระเรียกสั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
Carl R. Rogers[73] คือผู้คิดค้นและใช้คำว่า
เด็กเป็นศูนย์กลาง (ChildCentered) เป็นครั้งแรก
ในวิธีการนี้
ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมให้มีความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมเต็มที่ต่อการเรียนรู้ของตน
ผู้เรียนแต่ละคนมีคุณค่าสมควรได้รับการเชื่อถือไว้วางใจ
แนวทางนี้จึงเป็นแนวทางที่จะผลักดันให้ผู้เรียนไปสู่การบรรลุศักยภาพของตน
โดยส่งเสริมความคิดของผู้เรียนและอำนวยความสะดวกให้เขาได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
ตาราง
แสดงการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ที่มีลักษณะ
แตกต่างจากการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบดั้งเดิมทั่วไป
ประเด็น |
การเรียนรู้แบบเดิม |
การเรียนรู้แบบใหม่ |
|
1. หน่วยการเรียนรู้ |
คนเดียว |
กลุ่ม / เดี่ยว |
|
2. จุดเน้น |
เนื้อหา |
เนื้อหา / กระบวนการ |
|
3. การพัฒนาประสบการณ์ |
สติปัญญา |
ร่างกาย อารมณ์ ปัญญา สังคม / รู้จักตนเอง ค่านิยม ความเชื่อ |
|
4. บทบาทผู้เรียน |
ฟัง จด จำ สอบ ลืม |
มีส่วนร่วม
ปฏิสัมพันธ์ ค้นคว้า สรุปด้วยตนเอง กระตือรือร้น |
|
5. บทบาทครู |
สอน บอก บรรยาย สั่ง ประเมิน |
อำนวยความสะดวก เป็นแหล่งความรู้ สนับสนุน กระตุ้น |
|
6. การสื่อสาร |
ทางเดียว |
สองทาง |
|
7. บรรยากาศ |
เป็นทางการ ปิดกั้น ย้ำสถานภาพอาจารย์ผู้สอน ผู้เรียน |
ไม่เป็นทางการ ผ่อนคลาย สนุก ไม่ย้ำสถานภาพ |
|
8. วิธีการเรียนรู้ |
ครูตั้งโจทย์ คำถามที่ดีที่สุด |
หาทางกระตุ้น สนับสนุนกลุ่ม ให้คิดคำถามที่ลึกซึ้งและหาทางคำตอบนั้น |
|
9. ผู้รับผิดชอบต่อการเรียน |
อาจารย์ผู้สอน |
ผู้เรียนและอาจารย์ผู้สอน |
|
10. ผู้ได้รับการตอบสนองความต้องการ |
อาจารย์ผู้สอน |
ผู้เรียน |
|
11. การถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสูการทำงาน/ชีวิตจริง |
น้อยและไม่แน่นอน |
มาก |
|
12. การประเมิน |
เนื้อหา |
ผลงานและกระบวนการ |
หลักการพื้นฐานของแนวคิด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
1. ผู้เรียนมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ บทบาทของครูคือผู้สนับสนุน
(Supporter) และเป็นแหล่งความรู้
(Resource Person) ของผู้เรียน ผู้เรียนจะรับผิดชอบตั้งแต่เลือกและวางแผนสิ่งที่ตนจะเรียน
หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือก และจะเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการศึกษาค้นคว้า
รับผิดชอบการเรียน
ตลอดจนประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. เนื้อหาวิชามีความสำคัญและมีความหมายต่อการเรียนรู้
ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ปัจจัยสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย เนื้อหาวิชา ประสบการณ์เดิม และความต้องการของผู้เรียน การเรียนรู้ที่สำคัญและมีความหมายจึงขึ้นอยู่กับ สิ่งที่สอน (เนื้อหา) และวิธีที่ใช้สอน (เทคนิคการสอน)
3. การเรียนรู้จะประสบผลสำเร็จหากผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้เรียนจะได้รับความสนุกสนานจากการเรียน
หากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ
ได้ค้นพบข้อคำถามและคำตอบใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ ประเด็นที่ท้าทายและความสามารถในเรื่องใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการบรรลุผลสำเร็จของงานที่พวกเขาริเริ่มด้วยตนเอง
4. สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้เรียน การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มจะช่วยส่งเสริมความเจริญงอกงามการพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่ การปรับปรุงการทำงาน และการจัดการกับชีวิตของแต่ละบุคคล สัมพันธภาพที่เท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของผู้เรียน
5. ครู คือผู้อำนวยความสะดวก และเป็นแหล่งความรู้
ในการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ครูจะต้องมีความสามารถที่จะค้นพบความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน
เป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าของผู้เรียนและสามารถค้นคว้าหาสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับผู้เรียน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
ความเต็มใจของผู้สอนที่จะช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข
ผู้สอนจะให้ทุกอย่างแก่ผู้เรียนไม่ว่าจะเป็น ความเชี่ยวชาญ ความรู้
เจตคติและการฝึกฝน โดยผู้เรียนมีอิสระที่จะรับหรือไม่รับการให้นั้นก็ได้
6. ผู้เรียนมีโอกาสเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากเดิม
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
มุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นตนเองในแง่มุมที่แตกต่างออกไป
ผู้เรียนจะมีความมั่นใจในตนเองและควบคุมตนเองได้มากขึ้น สามารถเป็นสิ่งที่อยากเป็น มีวุฒิภาวะสูงมากขึ้น
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ต่างๆ
มากขึ้น
7. การศึกษาคือ
การพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนหลายๆ ด้าน พร้อมกันไปการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผู้เรียนหลายๆ
ด้าน คุณลักษณะด้านความรู้ความคิด
ด้านการปฏิบัติ
และด้านอารมณ์ความรู้สึกจะได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน
หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างได้ผล การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ควรยึดหลักดังต่อไปนี้
1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ควรเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา ดังนั้น
ผู้เรียนจึงควรมีบทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน
2. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากแหล่งต่างๆ
กัน มิใช่จากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงแหล่งเดียว ประสบ-การณ์ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคลถือว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ
3. การเรียนรู้ที่ดี
จะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง
จึงจะช่วยให้ผู้เรียนจดจำและสามารถใช้การเรียนรู้นั้นให้เป็นประโยชน์ได้
การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบด้วยตนเอง
มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งและจดจำได้ดี
4. การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้มีความสำคัญ
หากผู้เรียนเข้าใจและมีทักษะในเรื่องกระบวนการเรียนรู้แล้ว
จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และคำตอบต่างๆ ที่ตนต้องการ
5. การเรียนรู้ที่มีความหมายแก่ผู้เรียน
คือ
การเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจ และง่ายต่อการนำไปปฏิบัติคือ CIPPA Model ซึ่งมีรายละเอียดของรูปแบบดังนี้
|
C |
- Construct คือ การให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ |