บทที่  1

 

การสำรวจเอกสารและการวิเคราะห์เอกสาร

 

ความหมายของจริยศาสตร์ (Ethics)

 

จริย  หมายถึง ความประพฤติหรือกิริยาที่ควรประพฤติธรรม หมายถึง คุณความดี ความชอบ การปฏิบัติตามคำสั่งสอนทางศาสนา

            จริยธรรม (Ethics)  หมายถึง  แบบแผนของการกระทำที่ถูกต้อง หรือเป็นเครื่องนำทางไปสู่หลักในการประพฤติปฏิบัติที่ถูกหลักศีลธรรม (Post, Lawrence and Weber. 2002 : 609)[1]  หรือเป็นแนวคิดของการประพฤติที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าพฤติกรรมใดเป็นการกระทำที่มีศีลธรรม หรือไม่มีมีศีลธรรม และยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์พื้นฐานของมนุษย์ ว่าองค์กรหรือบุคคลนั้นคิดและปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร และต้องการให้เขาคิดและปฏิบัติต่อเราอย่างไร (Post, Lawrence and Weber. 2002 : 102)  หรือหมายถึง  สิ่งที่พึงประพฤติปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม หรือเป็นธรรมะที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ  เพื่อให้อยู่ในแนวทางของศีลธรรมหรือเป็นหลักความประพฤติที่ดีงาม  เหมาะสม  มีคุณธรรม  และถูกต้องตามศีลธรรม

            ฉะนั้น หลักทางด้านจริยธรรม (Ethical principles)  จึงเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่พฤติกรรมที่มีศีลธรรมในสังคม ตัวอย่างเช่น การโกหก การขโมย การโกง ตลอดจนการทำรายผู้อื่น ถูกพิจารณาว่าเป็นการประพฤติที่ผิดจริยธรรม (Unethical) และผิดศีลธรรม (Immoral) ส่วนการซื่อสัตย์ การรักษาสัญญา การช่วยเหลือผู้อื่น การเคารพสิทธิของผู้อื่นนั้น ถูกพิจารณาว่าเป็นพฤติกรรมที่มีจริยธรรม (Ethically) และศีลธรรม (Morally) เพราะฉะนั้นหลักทางด้านจริยธรรมจึงเป็นกฎของพฤติกรรมพื้นฐานที่มีความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

            แนวคิดของการประพฤติที่ถูกต้องนั้นอาจได้มาจากแหล่ง ดังนี้

1.  ความเชื่อทางศาสนา (Religious Belief)  ซึ่งถือเป็นแหล่งแนวคิดที่สำคัญของแนวทางด้านจริยธรรม 

2.  สถาบันครอบครัว (The Family Institution)   ครอบครัวมี 2 ประเภท คือ

                 2.1  ครอบครัวเดี่ยว (Single Parent) ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก

                 2.2  ครอบครัวขยาย (Large Family) ได้แก่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และญาติๆ   

ซึ่งสถาบันครอบครัวถือเป็นกลุ่มปฐมภูมิที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อทัศนคติ   ความคิดเห็น  และค่านิยมของบุคคล   ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกและผิดให้กับเด็ก  ซึ่งการที่เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีหรือไม่นั้น  ส่วนหนึ่งมาจากการอบรมสั่งสอนของครอบครัว

3.  กลุ่มอ้างอิง (Reference Groups) หมายถึง กลุ่มที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งจะมีอิทธิพลทั้งทางและทางอ้อมต่อทัศนคติ

ความคิดเห็น ค่านิยม ตลอดจนพฤติกรรมที่มีจริยธรรมและไม่มีจริยธรรมของบุคคล  กลุ่มอ้างอิงแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

                 3.1  กลุ่มปฐมภูมิ (Primary Group)  หมายถึง  กลุ่มบุคคลที่มีการพบปะอย่างต่อเนื่องอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ ครอบครัว ครูหรืออาจารย์ เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน 

                 3.2  กลุ่มทุติยภูมิ (Secondary Group)  หมายถึง  กลุ่มบุคคลต่างๆ ในสังคม ที่มักจะมีการติดต่อกันอย่างเป็นทางการ   แต่มีความต่อเนื่องน้อยกว่ากลุ่มปฐมภูมิ  ได้แก่  กลุ่มบุคคลชั้นนำในสังคม ศาสนา  เพื่อนกันอย่างเป็นทางการ   แต่มีความต่อเนื่องน้อยกว่ากลุ่มปฐมภูมิ  ได้แก่  กลุ่มบุคคลชั้นนำในสังคม  ศาสนา  เพื่อนร่วมอาชีพและร่วมสถาบัน  ตลอดจนบุคคลที่เรายึดถือ 

4.  สื่อทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) หมายถึง  สื่อทางด้านเทคโนโลยี  เช่น  วิทยุ โทรทัศน์  อีเมล์  อินเทอร์เน็ต   ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อความเชื่อของบุคคล หรืออาจกล่าวได้ว่า  การเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งหมดสามารถทำให้คนมีแนวคิดทางด้านจริยธรรม ศีลธรรมและพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับของสังคม    ซึ่งหลักความเชื่อทางด้านจริยธรรมและศีลธรรมจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาทางด้านจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมได้

            แนวคิดทางด้านจริยธรรมนั้นเกิดขึ้นในทุกสังคม  ทุกองค์กร  และกับคนทุกคน  แต่จะมีความแตกต่างกันออกไป  กล่าวคือ จริยธรรมในความคิดของเราอาจจะไม่เหมือนกับคนอื่น แนวคิดทางด้านศีลธรรมของศาสนาหนึ่งอาจจะไม่เหมือนกับอีกศาสนาหนึ่ง การประพฤติปฏิบัติบางอย่างอาจถือว่าเป็นสิ่งที่มีจริยธรรมในสังคมหนึ่ง  แต่อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในอีกสังคมหนึ่งก็ได้  ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนำไปสู่ประเด็นถกเถียงในเรื่องของความเกี่ยวข้องกันทางด้านจริยธรรม (Ethical Relativism)   ซึ่งพบว่า หลักทางด้านจริยธรรมนั้นมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกันกับเวลา สถานที่สถานการณ์  ตลอดจนบุคคล  ดังนั้น  เราจึงไม่มีมาตรฐานทางด้านจริยธรรมที่คนทั่วโลกจะเห็นพ้องต้องกันได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่า คนแต่ละคนจะมีแนวคิดทางด้านจริยธรรมที่แตกต่างกัน   แต่คนทุกคนจะมีหลักจริยธรรมประจำใจของตนเอง     ซึ่งจะบอกเขาว่าสิ่งที่เขากระทำนั้นถูกหรือผิด   มีศีลธรรมหรือไม่มีจริยธรรมหรือไม่  โดยจะมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด แต่โดยรวมแล้วแนวคิดทางด้านจริยธรรมนั้นก็มีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกัน คือ เป็นหลักของความประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องและดีงาม  ซึ่งเป็นแนวทางที่มนุษย์ทั่วโลกยอมรับและประพฤติปฏิบัติกัน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความหมายของจริยธรรม และความหมายของคำศัพท์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ 

จริยศาสตร์ (Ethics)  ตรงกับภาษาละตินว่า Ethos, Ethikos     ซึ่งในสมัยกรีกโบราณจะใช้คำเหล่านี้  ในหลายความหมาย อาทิเช่น อุปนิสัย ประเพณี อารมณ์ หรือกิริยาท่าทาง (Character, Custom, Disposition, Manner) โดยความหมายนัยนี้ จริยศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความประพฤติ หรือการกระทำของมนุษย์ (Eethics : science of moral ; rules of conduct)

ตามพจนานุกรมศัพท์ปรัชญา   ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  .. 2540  ได้ให้ความหมายคำว่า “ จริยศาสตร์ : เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ แสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก ไม่ถูก ดีไม่ดี ควรไม่ควร และพิจารณาปัญหาเรื่องสภาพของค่าทางศีลธรรม ”

ตามทรรศนะของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้นิยามว่า “ จริยศาสตร์ คือ การศึกษาตามวิธีการอันมีแบบแผนเพื่อที่จะเข้าถึงปัญหาอันสูงสุด  ซึ่งเกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ ”  อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามขอบเขตของการศึกษาแล้ว อาจกล่าวได้ว่า จริยศาสตร์เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ที่ศึกษาเกี่ยวกับ “ คุณค่า”  การกระทำของมนุษย์ (value in human conduct)  โดยมีเหตุผลเป็นพื้นฐานในการโต้แย้ง  หรืออีกนัยหนึ่ง “ จริยศาสตร์ คือวิชาที่ใช้วิธีการทางปรัชญา (การใช้เหตุผล) ศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรม”

การศึกษาเรื่องคุณค่าทางจริยศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรม หรือการกระทำของมนุษย์นั้น  สามารถพิจารณาตามขอบเขตของจริยศาสตร์ที่พยายามศึกษาหาคำตอบใน 3 ประเด็นนี้ คือ

1. คุณค่าการกระทำของมนุษย์ (The analysis of conduct such as ought, should, duty,moral rules, right, wrong, obligation, responsibility, ect…) คือ

- การศึกษาว่าคุณค่ามาจากไหน และมีความสำคัญอย่างไร,

- คุณค่าการกระทำ, ความประพฤติ, พฤติกรรมของมนุษย์ที่ดีชั่ว ถูกผิด ควรไม่ควรเป็นแบบใด,

- ดีชั่ว ถูกผิดคืออะไร สามารถนิยามได้หรือไม่ ถ้านิยามได้จะนิยามว่าอย่างไร,

- ความดี ความชั่วมีอยู่จริง  หรือเป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น   เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคม,

            - และถ้าหากความดีชั่ว ถูกผิดมีอยู่จริงแล้วมีลักษณะเป็นอย่างไร

2.  เกณฑ์ตัดสินคุณค่าการกระทำของมนุษย์ (The inquiry into the nature of morality or moral acts.) เป็นการศึกษาหลักหรือมาตรการที่ใช้ตัดสินพฤติกรรม หรือการกระทำอย่างหนึ่งว่าดีชั่ว ถูกผิด   อีกนัยหนึ่งคือ  เป็นการศึกษาว่า  เมื่อคนๆ หนึ่งกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะใช้หลักหรือมาตรการอะไรมาตัดสินว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด และมีเหตุผลอย่างไรที่ใช้หลัก หรือมาตรการนั้นมาตัดสิน อีกทั้ง มนุษย์นำสิ่งใดมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินความถูก ความผิด หากมิได้เอาความรู้สึกส่วนตัว กฎหมาย จารีต ประเพณี หรือความเชื่อมาตัดสิน แล้วมีเหตุผลอะไรมาเป็นมาตรฐานรองรับในการตัดสินในเรื่องนั้นๆ ว่าดีชั่ว ถูกผิด และมีเกณฑ์ตัดสินคุณค่าที่แน่นอนตายตัวหรือไม่

3.  อุดมคติหรือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต (The search for the morally good life.)  คือ การศึกษาว่า ชีวิตมนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร, ชีวิตที่ดีหรือชีวิตที่ประเสริฐที่มนุษย์ควรแสวงหาควรเป็นชีวิตแบบใด, มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไรจึงคุ้มค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์, อะไรคือความดีสูงสุดซึ่งมนุษย์ควรประพฤติปฏิบัติ หรืออุดมคติอันสูงสุดของมนุษย์ควรเป็นเช่นไร และมนุษย์ควรจะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะบรรลุถึงอุดมการณ์นั้นได้

วิธีการศึกษาจริยศาสตร์ (How to study / Approach Ethics)  สามารถแบ่งออกได้เป็น  2 ประเภท คือ

1.  การศึกษากฎเกณฑ์ความประพฤติที่ปรากฏในสังคม (Non-Normative Approaches)

            1.1  จริยศาสตร์เชิงพรรณา (Descriptive Ethics) การศึกษาจริยศาสตร์เกี่ยวกับความเชื่อทางศีลธรรม พฤติกรรมทางศีลธรรม เกณฑ์ตัดสินทางศีลธรรมที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริง (Fact) ในสังคม

            1.2  อภิจริยศาสตร์ (Metaethics) การศึกษาความหมายของศัพท์จริยะ (Ethical Terms) อันได้แก่  ดีชั่ว  ถูกผิด  ควร  ไม่ควร   ซึ่งเป็นการศึกษาจริยศาสตร์ในแนวทางของปรัชญาโดยตรง

2.  การศึกษาทฤษฎีความคิดทางจริยศาสตร์โดยตรง (Normative Approaches)

            2.1  กฎเกณฑ์โดยทั่วไปทางจริยศาสตร์ (General Normative Ethics) การศึกษาทฤษฎีแนวความคิดของนักจริยศาสตร์ที่แสวงหาคำตอบเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ความประพฤติ การกระทำของมนุษย์ อันจะนำมนุษย์ไปสู่จุดมุ่งหมายของชีวิตที่แท้จริง

            2.2  จริยศาสตร์ประยุกต์ (Applied Ethics) เป็นการนำแนวคิดทฤษฎีจริยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับการศึกษา หรือวิชาชีพอื่นๆ เช่น จริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม  จริยศาสตร์ธุรกิจ  จริยศาสตร์ทางการแพทย์  จริยศาสตร์พยาบาล  เป็นต้น

 

ความหมายของจริยธรรมกับมนุษย์

       

จริยธรรม คือ หลักแห่งความประพฤติที่เห็นว่าดีงามและถูกต้อง ในฐานะที่มนุษย์อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมย่อมมีทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม  ดังนั้นมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมย่อมจะปะทะกันเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอลักษณะของการปะทะกันเกี่ยวข้องกัน หรือสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมนั้น  อาจจะเป็นไปในทางโหดร้ายบ่อนทำลาย หรือในทางสร้างสรรค์สันติสุขก็ได้

            ความดี (Goodness) คือ สภาพ หรือการกระทำบางประการที่ก่อให้เกิดความร่มเย็นแก่ตัวเองและสังคม อันเป็นความดีระดับปกติหรือผู้อยู่ครองเรือนที่เรียกว่า ฆราวาส ความดีระดับนี้ยังเจือปนด้วยกิเลส  คือ  อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  อยู่   และยังมีความดี   หรือสภาพที่เป็นความดีอันสูงสุดที่เรียกว่า " นิพพาน " (พระพุทธศาสนา) อันเป็นสภาพที่เป็นอิสระจริงๆ  ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อย่างแท้จริง จัดเป็นความดีสูงสุด และเป็นความดีอันแท้จริงเพราะสามารถให้ความสุขอย่างยิ่ง (นิพพานํ ปรมํ สุขํ - พุทธพจน์)

            จริยธรรม (Ethics) ความหมายอย่างแคบๆ หมายถึง " ศีลธรรม คุณธรรม "  อันเป็นธรรมะที่ควรประพฤติ (Positive Side) เช่น  เบญจศีล  เบญจธรรม  หิริโอตตัปปะ  อิทธิบาท 4  กุศลกรรมบถ 10 อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นต้น  ฉะนั้น จริยธรรมก็คือ ค่านิยมในระดับต่างๆ  ซึ่งสังคมและบุคคลจำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นนี่แสดงให้เห็นว่า ในการที่จะศึกษาเรื่องราวของจริยธรรมให้ลึกซึ้งลงไป  จะต้องศึกษาเรื่องค่านิยม  เรื่องความดีให้กว้างขวางละเอียดลออไปอีกเพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่าย   ซึ่งสามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า

1. ค่านิยม  ได้แก่   สภาพ (หรือการกระทำ) บางประการที่เราเชื่อว่าควรยึดมั่นถือมั่น

            2. ความดี  ได้แก่  ค่านิยมที่ไม่เจือปนด้วยความโลภ  ความโกรธ  และความหลงผิด  หรือได้แก่ ค่านิยมที่อาจจะมีโลภ  โกรธ  หลง  เจือปนอยู่บ้างแต่ก็มีเพียงเล็กน้อยที่สุด

            3. จริยธรรม ได้แก่  ความดีระดับต่างๆ ที่สังคมหรือบุคคลจำเป็นจะต้องยืดมั่นถือมั่น ซึ่งสิ่งทั้งสามประการนี้   จะเห็นว่าสัมพันธ์เป็นอันเดียวกันอย่างจริยธรรมกับการครองชีวิต

สำหรับผู้มีจริยธรรม หรือมนุษยธรรม  เป็นผู้เจริญหรือเป็นอารยชน  คือมีคุณสมบัติ ดังนี้

1.  มีความประพฤติชอบหรือสุจริต 3 ประการ คือ

                 1.1  กายสุจริต ความสุจริตทางกาย ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย

                 1.2  วจีสุจริต ความสุจริตทางวาจา พูดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา

                 1.3  มโนสุจริต ความสุจริตทางใจคิดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยใจ

            2. มีความประพฤติตามอารยธรรม คือ ธรรมที่ทำให้ผู้ประพฤติและสังคมเจริญรุ่งเรือง พัฒนา เพราะปฏิบัติถูกต้องตามทางแห่งกุศลกรรม คือ วิถีทางที่ดี ที่ฉลาด 10 ประการคือ

2.1  ประพฤติดีทางกาย 3

            . ละเว้นการฆ่าสัตว์  การสังหารผลาญชีวิตสัตว์และการบีบคั้นเบียดเบียน   มีเมตตากรุณาช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์กัน

            . ละเว้นการแย่งชิง  ลักขโมยและการเอารัดเอาเปรียบ  เคารพสิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน

            . ละเว้นการประพฤติผิดล่วงละเมิดในของรักของหวงแหนของผู้อื่นไม่ข่มเหงจิตใจ   ทำลาย ลบหลู่เกียรติและวงศ์ตระกูลของกันและกัน

2.2  ประพฤติทางวาจา 4

            . ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง กล่าวแต่คำสัตย์ ไม่จงใจพูดให้ผิดจากความจริงเพราะเห็นแก่ประโยชน์ใดๆ

            . ละเว้นการพูดส่อเสียด  ยุยง  สร้างความแตกแยก  พูดแต่คำที่สมานไมตรีและเสริมสร้างสามัคคี

            . ละเว้นการพูดคำหยาบ  สกปก  เสียหาย  พูดแต่คำสุภาพ  นุ่มนวลควรฟัง

            . ละเว้นการพูดเหลวไหล  เพ้อเจ้อ  พูดแต่คำจริง  มีเหตุผล  มีสารประโยชน์ถูกกาลเทศะ

2.3  ประพฤติดีทางใจ 3

            . ไม่ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้  ควรให้คิดเสียสละ ทำใจให้เผื่อแผ่ กว้างขวาง

            . ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน  หรือเพ่งมองในแง่ที่จะทำลาย  ตั้งใจปรารถนาดีแผ่ไมตรี  มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่กัน

            .  มีความเห็นถูกต้องเป็นสัมมาทิฐิ  เข้าใจในหลักธรรม  ทำดีมีผลดี  ทำชั่วมีผลชั่ว  เป็นต้น

2.4  มีธรรมอันประเสริฐประจำใจ

กล่าวคือ  เป็นผู้มีจิตใจประเสริฐ  จิตใจกว้างขวางดุจพระพรหม ที่เรียกว่า มี " พรหมวิหารธรรม " 4 อย่างคือ

            . เมตตา  ความรัก  คือ  ความปรารถนาดีมีไมตรีจิตร  ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบ

ประโยชน์และความสุข

            . กรุณา  ความสงสาร  คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้อง  บำบัดความทุกข์ยาก  เดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง

            . มุทิตา  ความเบิกบานพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข  ก็มีจิตใจแช่มชื่นแจ่มใส เบิกบาน  เมื่อเห็นเขาประสบความเร็จ  งอกงามยิ่งขึ้นไปก็พลอยยินดี  ปรีดาปราโมทย์บันเทิงใจด้วย

            . อุเบกขา  ความมีใจเป็นกลาง คือมองตามความเป็นจริง  โดยวางจิตเรียบสม่ำเสมอมั่นคง แน่วแน่ เที่ยงตรงดุจตราชั่ง มองเห็นการที่บุคคลจะได้รับผลดีหรือชั่ว  สมควรแก่เหตุผลที่ตนประกอบ  พร้อมที่จะวินิจฉัยวางตนและปฏิบัติไปตามความเที่ยงธรรม

คุณธรรมทั้ง  4  อย่างนี้เป็นคุณธรรมภายใน  เป็นพื้นฐานจิตใจ   เมื่อบุคคลมีคุณธรรมภายในจิตใจสูงหรือประเสริฐแล้ว  ย่อมแสดงออกภายนอกในทางที่ดี  ที่ถูกต้องที่ควรในการเป็นอยู่  ครองชีวิตได้อย่างเป็นสุขอย่างแท้จริง

“ จริยธรรม หมายถึง แบบแผนของความประพฤติหรือพฤติกรรมที่ตั้งอยู่บนหลักคุณธรรมที่ช่วยให้บุคคลประพฤติดีงามทั้งทางกาย วาจาและใจ ในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคม“[2]   และคำว่า “คุณธรรม หมายถึง ความดี ความงามที่มีในจิตใจบุคคลแต่ละคน เช่น มีเมตตา กรุณา  มุทิตา อุเบกขา รู้จักเสียสละ ให้อภัย มีความกตัญญูกตเวที มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น “[3]  เมื่อทำความเข้าใจในความหมายของคำ 2 คำคือ คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งจะพบว่า คุณธรรมเป็นรากหรือส่วนประกอบที่นำไปสู่การมีจริยธรรมของบุคคล  และชี้ให้เห็นว่า เป็นรากฐานที่ฝังหยั่งลึกของคุณธรรม เป็นการสืบเนื่อง  และส่งผ่านมาจากกรอบแนวคิดของกฎเกณฑ์  ศีล  ข้อบังคับ และข้อบัญญัติต่างๆ ที่จะต้องปฏิบัติและข้อห้ามของศาสนาต่างๆ และถูกพัฒนาไปสู่วิถีแห่งประชา ค่านิยม วัฒนธรรมและประเพณีนิยม บรรทัดฐานของสังคม เพื่อให้บุคคลหรือสมาชิกต่างๆ ในสังคมและชุมชนได้ประพฤติปฏิบัติ   โดยเชื่อว่า การประพฤติและการปฏิบัติตามนั้นๆ  จะเป็นสิ่งที่ดีงามและทำให้สังคม ชุมชน และท้องถิ่นนั้นๆ ให้มีความสงบสุข  ตลอดจนการผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  เช่น  ความรู้  ความจริง  ความเหมาะสม  การสื่อสาร  ระยะเวลา  ยุคสมัย  ปัจจัยและองค์ประกอบอื่นๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ลัทธิการปกครองหรือลักษณะเฉพาะของผู้นำในชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ  นอกจากนี้ยังรวมถึงสาเหตุที่มาจากการถ่ายทอด  และสืบต่อของชุมชนและท้องถิ่นที่ได้รับ เช่นความเชื่อและการเคารพในบรรพบุรุษของชนชาวจีน  หรือวิธีการหรือพิธีกรรมการสวดศพของชนชาวไทยเชื้อสายมอญ  ที่ทำการสวดศพผู้ตายโดยการไม่นำศพใส่ไว้ในโลงศพ  เหล่านี้เป็นต้น

 

แนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับความยุติธรรม  คุณธรรม  และจริยธรรม

 

ความยุติธรรมในทัศนะของเพลโต : สะท้อนความสมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์[4]  ซึ่งเป็นการโต้แย้งระหว่าง ซีฟาลัส กับ โสเคราตีส ในลักษณะของบทสนทนา (Dialogue) เกี่ยวกับชีวิตที่ยุติธรรม (Just Life)  สำหรับชีวิตสังคม  หรือนครรัฐ  ว่าจะเป็นสังคมที่ดีที่ยุติธรรม (Just Society) ถ่ายทอดโดย เพลโต  ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของโสเคราตีส  โดย  ซีฟาลัส กล่าวว่า “ ข้อคำนึงเรื่องชีวิตที่ดีงามตามแบบฉบับผู้มีวัฒนธรรมหรือผุ้บรรลุแล้วพึงยึดถือในยุคสมัยนั้น  ซึ่งคล้ายกับเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีสืบทอดกันมาในสังคม  โดยชีวิตที่ดีที่ยุติธรรม  เป็นชีวิตที่กอปรด้วยการหมั่นทำความดี  การดำรงอยู่อย่างมีความสงบสุข  มีจิตใจอารมณ์ที่มั่นคง  แม้จะมิจำเป็นต้องมั่งคั่งร่ำรวยมีทรัพย์สิน  คนเรานั้นเป็นสัตว์แห่งจิตสำนึกและมีสติสัมปชัญญะอันลึกซึ้ง  ก่อนการก้าวถึงจุดสุดท้ายแห่งการดับสูญ “  ส่วน  โซเคราตีส  แย้งว่า  “ ความยุติธรรมหรือความดีงามนั้น  มิได้ให้ความหมายอันลึกล้ำใดๆ แก่ชีวิต  ความยุติธรรมไม่ควรเป็นการได้รับมาและการให้กลับไปในทำนองการชดใช้หนี้แห่งเวรกรรม  หรือประดุจหนึ่งการทำดีต่อมิตรและการทำเลวต่อศัตรู  ซึ่งการนี้อาจจะยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมก็ได้  ทั้งยังเป็นการมองในแง่เดียว  เป็นการให้ความหมายเพียงส่วนหนึ่ง และให้แง่คิดว่าความยุติธรรมหรือความดีงามน่าจะหมายถึงความเป็นสัจธรรมสูงสุดบางอย่างที่ล้ำลึกยิ่งกว่านั้น (Truthfulness) “

 

แนวคิดทางจริยธรรมยุคดั่งเดิม

 

เพลโต[5]  ศิษย์ของโสเคราตีส ได้ถ่ายทอดความคิดเห็นในระหว่างการสนทนาของ โสเคราตีส กับ ธราไซมาคัส แห่งสำนักโซฟิสต์  ในการแสวงหาความหมายของความยุติธรรมที่ลึกซึ้ง  โดยสะท้อนภาพชีวิตของผู้คนในยุคนั้นว่า  “ จำเป็นด้วยหรือที่คนเราต้องเป็นคนดี  เป็นคนยุติธรรม จะไม่เป็นการฉลาดกว่าหรือ  จะไม่เป็นความเข้มแข็งกว่าหรือ  ที่จะเป็นคนไม่ยุติธรรม  ซึ่งอาจจะเป็นชีวิตที่ดีกว่าก็ได้  หรือว่าดีกว่าชีวิตที่ยุติธรรม “   โดย ธราไซมาคัส แห่งสำนักโซฟิสต์  ให้ความคิดเห็นว่า “ ความยุติธรรมคือความได้เปรียบหรือความเหนือกว่าของผู้ที่แข็งแรงกว่า  หรือผู้ที่เหนือกว่า (Justice is the Advantage of the Stronger) แม้ว่าจะมีกฎหมายมาวัดตัดสินความผิดความถูก  แต่กฎหมายถูกเขียนโดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่า โดยเขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ของตน คนเราทำในสิ่งที่ถูกต้องเพราะกฎหมายบังคับ และกฎหมายสอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้เขียนมันขึ้นมา  ประชาชนทั่วไปเคารพกฎหมายเพราะถูกบังคับให้เคารพ ซึ่งกรณีที่ผู้ปกครองกระทำผิดเนื่องจากการถือเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นสรณะ หรือกรณีประชาชนถูกบังคับให้ต้องทำตามกฎหมายที่ออกโดยผู้ปกครอง “  โดยพวกโซฟิสต์ ให้ความเห็นว่า “ ผู้ปกครองไม่มีวันกระทำความผิดได้  ไม่เหมือนกับแพทย์ที่อาจทำผิดพลาดได้  ถ้าทำผิดก็มิใช่ผู้ปกครองที่แท้จริง การเป็นผู้ปกครองต้องมีทักษะ มีความชำนาญ หรือความรู้ความสามารถว่าทำได้ การที่ประชาชนเชื่อฟังกฎหมาย  มิใช่ว่าผู้ปกครองใช้กำลังบังคับ พวกเขาเคารพกฎหมายเพราะเห็นว่ามันได้ประโยชน์ต่อตนที่จะมิให้คนอื่นล่วงละเมิดได้ ข่มเหงได้ จากความไม่ยุติธรรมนั้น เป็นไปได้ที่ผู้ปกครองเมื่อมีความรู้ความสามารถแล้ว  ก็ย่อมหาทางให้กฎหมายอำนวยประโยชน์แก่ตน “  ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธต่อประเด็นเรื่องคุณธรรมที่ว่า “ ผู้ปกครองอาจทำผิดได้  ใช้กฎหมายไปในทางเป็นประโยชน์ส่วนตนได้ และปฏิเสธต่อประเด็นความจงรักภักดีทางการเมืองของประชาชน เห็นว่าประชาชนเป็นเพียงฝ่ายรับฟังเท่านั้น ทั้งยังคิดว่าประชาชนยอมรับผู้ปกครองเพราะพวกตนเป้นคนอ่อนแอและโง่งมงาย ผู้ปกครองขึ้นมาปกครองเพราะเป็นคนที่ไม่ยุติธรรม ความไม่ยุติธรรมต่างหากคือคุณธรรมและปัญญา คือความเข้มแข็งและความสุข “ และมีความเห็นว่า “ ความยุติธรรมไม่มีคุณค่าพอที่จะให้นิยามความหมาย คนที่ยุติธรรมถ้าไม่เป็นคนประเภทถูกหลอกโดยง่าย ก็เป็นคนประเภทขี้ขลาด “ ในขณะที่ โซเคราติส  ได้โต้แย้งว่า “ ชีวิตที่ไม่ยุติธรรมนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขจริงหรือ ทำให้ฉลาด  มีคุณธรรม มีอำนาจเช่นนั้นหรือ ทำให้ประชาชนเคารพเชื่อฟังจงรักภักดีจริงหรือ “  นอกจากนี้ยังแย้งอีกว่า “ เราไม่สามารถกล่าวได้ว่า ความไม่ยุติธรรมดีกว่าความไม่ยุติธรรม เช่นกัน ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า ความยุติธรรมดีกว่าความไม่ยุติธรรม จนกว่าในเบื้องต้นนั้น จะต้องรู้แน่ชัดเสียก่อนว่าสองสิ่งนี้ คือความยุติธรรมกับความไม่ยุติธรรมนั้นคืออะไรกันแน่ เราต้องพิจารณาถึงสองสิ่งนี้ควบคู่กันไป เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปอันพึงปรารถนาที่มีคุณค่า มีความหมายต่อวิญญาณมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ตลอดจนต้องวิเคราะห์ว่า การกระทำบนพื้นฐานของค่านิยมทั้งสอง มีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร “ และ “ คำตอบต่อธรรมชาติของมนุษย์และสภาพสังคมอันพึงปรารถนา จะมีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงสูงสุด และเป็นสากลของประสบการณ์ของมนุษย์  เป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยอมรับนับถือโดยทุกคนที่มีจิตสำนึกแห่งความยินดีที่จะใช้เหตุผล“ ซึ่งการตีความหมายใหม่อย่างต่อเนื่องต่อประสบการณ์ขั้นพื้นฐานของมนุษย์เท่านั้นเรียกว่า Reinterpretation of Symbolic Changes

สำหรับในส่วนของ เพลโต[6]  ได้เสนอแนวคิดว่า “ ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความยุติธรรม (Just Life) โดยสามารถทำได้ 3 วิธีการคือ 1) พิสูจน์จากการเรียนรู้ว่าความยุติธรรมและความไม่ยุติธรรมนั้นมีผลกระทบอย่างไรต่อสังคม  2) พิสูจน์จากสิ่งที่เรารู้และทราบถึงองค์ประกอบของจิตใจหรือวิญญาณของมนุษย์  และ 3) พิสูจน์จากธรรมชาติของความเป็นจริงและสัจจะ “  และ “ ชีวิตที่ดีมีศีลธรรมจะมีขึ้นได้ด้วยการวิพากวิจารณ์อย่างเสรี  การแสวงหาคำตอบทางปัญญามิใช่การทำลายศีลธรรม  ชีวิตที่ดีที่ยุติธรรมจะเกิดจากการศึกษาเรียนรู้  การขัดเกลา  การฝึกอบรม  การเรียนรู้ในอภิปรัชญา (Metaphysics) คือการรู้จักให้เหตุผลทางนามธรรม  มีจิตวิทยาแห่งความเป็นผู้มีศิลธรรม (The Psychology of the Moral Self) เพื่อการเรียนรู้ถึงปรัชญาว่าด้วยชีวิตที่ยุติธรรมและความแตกต่างของชีวิตที่ยุติธรรมกับชีวิตที่ไม่ยุติธรรม  การแสวงหาสัจธรรมสูงสุดจะต้องมีขึ้นด้วยความจริงใจ  มีเหตุผล  ความรู้และความมีเหตุผลจะช่วยให้มองเห็นชีวิต  ความจริงสัมบูรณ์(ตรัสรู้) บรรลุซึ่งสัจธรรมแห่งชีวิตทั้งในชาตินี้และในการเดินทางไปอีกพันปี “ ดังนั้น  คำตอบต่อชีวิตที่ดีที่ยุติธรรมจึงมิใช่คำตอบสำเร็จรูป  แต่ได้มาจากกระบวนการเรียนรู้ คนเราจะตอบปัญหาชีวิตไม่ได้ แก้ปัญหาสังคมไม่ได้  ถ้าหากเป็นคนที่มีอวิชชา (Ignorance) ไม่ใฝ่รู้ หรือเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหัวข้อและวิชาที่เรียนรู้ จบลงด้วยความมืดบอดแห่งอวิชชา คือมิได้รู้แจ้งเห็นจริง มิได้มีความเข้าใจอะไรเลยจากการเรียนรู้นั้น

นอกจากนี้ เพลโต[7] ยังมีความเห็นว่า  “ การศึกษาเรื่องคุณธรรมจะช่วยให้คนฉลาด  ทำให้สังคมอยู่รอดได้  คุณธรรมเท่านั้นคืออำนาจ ที่จะปกครองสังคมและการเมืองได้ การแสวงหาความยุติธรรมต้องได้มาด้วยคุณธรรม สังคมแห่งความมีจิตใจอันขัดเกลา ความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และอยู่ร่วมกันโดยสันติ สังคมที่ดีมิใช่สังคมที่ดำรงอยู่ในภาวะธรรมชาติ  แต่เป็นสังคมที่กฎเกณฑ์ มีกติกา “

จึงอาจสรุปได้ว่า การศึกษาและวิทยาศาสตร์ต้องมีขึ้นเพื่อส่งเสริมศีลธรรม ความยุติธรรม ความดีงาม และการประพฤติปฏิบัติตนของคน เพื่อบรรลุถึงคุณค่าเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อการใช้หรือการมีความรู้ความสามารถ  ซึ่งผลงานของ เพลโต ได้ชี้ให้เห็นว่า  ความยุติธรรมจะสามารถเข้าใจได้ก็เพียงแต่ในสังคมเท่านั้น และความยุติธรรมยังเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์และโดยตัวของมันเองก็อาจเป็นความไม่ฉลาดได้  ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องแสวงหาด้วยหลักการทางอภิปรัชญาตามทัศนะของโสคราตีส  และโดยหลักแห่งธรรมชาติในทัศนะของเพลโตนั้น  ไม่ใช่จากหลักการทางวัตถุธรรมและทางกายภาพ หรือวัตถุประสงค์  และหน้าที่อันชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่ง  สังคมจะไม่เป็นที่เข้าใจได้โดยเหมาะสม  ถ้าหากว่าเราไม่ทราบหลักการที่สร้างสังคมนั้นขึ้นมา  แล้วประยุกต์เข้าสู่จิตใจของเรา  ซึ่งด้วยเหตุผลนี้  จึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับรูปแบบของความดี (The Form of the Good) หรือความรู้เกี่ยวกับความคิด (Theory of Forms or Ideas)

และการเทียบเคียงคุณธรรมของรัฐให้เข้ากับคุณธรรมของคนของ เพลโตนั้น  คุณธรรมจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางจิตใจดังนี้  1) คุณธรรมแห่งปัญญา (Wisdom)  จะขึ้นอยู่กับหรือมีอยู่ในความมีเหตุผล (Reasons)  หรือองค์ประกอบในเรื่องความมีเหตุผลของจิตใจ (Reasoning elements)  2) คุณธรรมว่าด้วยความกล้าหาญ (Courage) จะอยู่ในส่วนประกอบทางจิตใจในส่วนที่เป็นความเป็นตัวของตนเอง (Spirited or Assertive Part)  หรือนัยหนึ่งที่เรียกว่าเอกลักษณ์หรือเกียรติ ศักดิ์ศรีแห่งตน  3) คุณธรรมว่าด้วยขันติ  ความอดทน  ความอดกลั้น (Temperance)  จะขึ้นอยู่กับส่วนประกอบทางจิตใจในเรื่องความต้องการ หรือความประสงค์ (The Desiring Elements)   4) คุณธรรมว่าด้วยความยุติธรรม (Justice)  ของจิตใจหรือวิญญาณ  จะประกอบอยู่ในการที่แต่ละส่วนทำหน้าที่ของมันโดยเหมาะสมตามธรรมชาติ  และไม่ก้าวก่ายกัน

            อริสโตเติล[8]  มีแนวคิดในเชิงประจักษ์และปฏิบัติได้ (Empirical and Pragmatic) ซึ่งมีความเห็นว่า ชีวิตการเมืองเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่นำไปสู่เป้าหมายทางศีลธรรม และการเมืองเป็นธรรมชาติของมนุษย์   โดยสัจธรรมทางศีลธรรมและทางการเมืองอาจทำความเข้าใจได้ด้วยความสามารถทางสติปัญญาที่เรียกว่า เหตุผล (Reason)  และด้วยวิจารณญาณที่ปฏิบัติได้ (Practical Judgement)   วิจารณญาณหมายถึงความสามารถในการมองแยกแยะให้เห็นความผิดถูกระหว่างทางเลือกต่างๆ และหมายถึงความสามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ทั้งยังเป็นวิจารณญาณที่ได้รับการขัดเกลาให้ดีขึ้นด้วยประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน  โดยเห็นสิ่งที่เป็นไปได้นั้น มิใช่การมีแบบแผนชีวิตที่เป็นนามธรรมที่หาทางบีบเค้นเอาสภาพการณ์  เงื่อนไขในโลกความเป็นจริง  ให้สอดคล้องกับตน  แต่เป็นการที่ชีวิตถูกค้นพบในลักษณะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในประสบการณ์  ดังนั้น  ชีวิตในทางปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริง จะต้องได้รับการพิจารณาต่างออกไปจากชีวิตทางทฤษฎี สัจจะของชีวิตจะเกิดจากการเรียนรู้ จากการได้มา มิใช่ด้วยการเพ่งพิเคราะห์ต่อหลักสัจธรรมสูงสุดอันเป็นนิรันดร ซึ่งแม้ว่าการกระทำเหล่านี้  อริสโตเติลจะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ประเสริฐสุดในชีวิตมนุษย์ก็ตาม   แต่สัจจะของชีวิตจริงนั้นจะเกิดจากการเพ่งพิเคราะห์อย่างรอบคอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์  และด้วยการใช้ดุลยพินิจต่อสถานการณ์แต่ละประการไป  ภายใต้การนำทางและการสนับสนุนโดยความมีจิตใจทางศีลธรรมอันเป็นระเบียบ  นอกจากนี้ การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเป้าหมายทางศีลธรรมและทางการเมืองจะได้มาจากวิจารณญาณที่ปฏิบัติได้มากกว่าทฤษฎีทางวิทยาการ  

            อริสโตเติล  มีความเห็นพ้องเช่นเดียวกับ เพลโต  ที่ว่า  ปัจจัยสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้สังคมมนุษย์เสื่อมลงได้แก่ อวิชชา หรือความไม่รู้  หรือความโง่งม (Ignorance)  ซึ่งคนเรานั้น บ้างก็รู้บ้างก็รู้น้อย  คนที่รู้น้อยแบ่งออกเป็น  รู้น้อยมากจนกระทั่งไม่รู้เลย  ผู้เป็นทาสย่อมจะปกครองตนเองไม่ได้ ต้องคอยพึ่งพาอาศัยผู้เป็นนาย  แต่ที่ร้ายที่สุดคือชีวิตที่มีอวิชชาต่างหาก  ในขณะเดียวกันผู้รู้ที่จะช่วยกันจรรโลงสังคมให้มีความสมดุลได้  จะเป็นประชาชนส่วนหนึ่งในชุมชน (The Citizens Proper) ที่เรียกว่าคนระดับกลางหรือชนชั้นกลางที่มีทรัพย์สินตามสมควร มีความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ  มีชีวิตที่ผาสุก  และบรรลุความพอใจในชีวิตแล้ว  มิใช่คนกลุ่มน้อยที่เป็นเลิศแล้วทางศีลธรรม

            สำหรับความยุติธรรมนั้น  ในทัศนะของ อริสโตเติล นั้น  คือความยุติธรรมที่เป็นของหรือขึ้นอยู่กับนครรัฐ หรือสังคมการเมือง  ความยุติธรรมหรือการกำหนดว่าอะไรคือความยุติธรรมนั้น  คือการจัดระเบียบแบบใดแบบหนึ่งให้แก่สมาคมทางการเมือง “ Justice belongs to the polis ; for justice, which is the determination of what is just, is an ordering of the political association “  และสรุปไว้ว่า  นครรัฐที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างยุติธรรมนั้น  ควรพึ่งพาน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ต่อการตัดสินใจของบุคคลที่อาศัยอารมณ์ที่ไม่มั่นคง  ที่เป็นตัวขัดขวางตลอดเวลาต่อวิญญาณหรือจิตใจของคน  จึงเป็นการดีกว่าในอันที่จะมอบอธิปัตย์ (อำนาจการตัดสินใจ)  ไว้กับกฎหมาย  เพราะกฎหมายที่กำหนดขึ้นด้วยความถูกต้องนั้น  ควรเป็นอธิปัตย์หรืออำนาจสูงสุดในขั้นสุดท้าย  และการปกครองส่วนบุคคลไม่ว่าจะโดยคนคนเดียวหรือกลุ่มหลายคน  ควรจะมีอำนาจสูงสุดเพียงเฉพาะในเรื่องที่กฎหมายไม่สามารถที่จะประกาศใช้ด้วยความถูกต้องแม่นยำ  สืบเนื่องมาจากความยุ่งยากในการวางกรอบให้แก่กฎเกณฑ์ทั่วไปสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆ ทั้งหมด

            โบแดง (Kenneth Boulding)[9] กล่าวว่า  ลำพังเพียงอำนาจมิใช่สิ่งที่เป็นธรรม   อำนาจจะสร้างสังคมการเมืองที่ดีได้  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชน  ต้องฟังเสียงประชาชน โดยอำนาจหรือรัฐบาลจะต้องได้รับการจัดรูปให้รับใช้ต่อประโยชน์สุขของประชาชนเท่านั้น  โดย อำนาจอธิปัตย์จะต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างรัฐที่มีระเบียบอันดีงาม  มิใช่เพื่อการอันเป็นทรราชคือกดขี่  แต่เป็น รัฐที่มีระเบียบอันดี (Well Ordered State) ไม่มีความจลาจลระส่ำระสาย  แต่หมายถึง มีการใช้กฎหมายเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ผู้ที่อยู่ใต้ปกครองอยู่ร่วมกัน  คือ  1)  การสนองความต้องการทางจิตใจประชาชน 2) การดำรงรักษาสภาพการณ์ที่จะสามารถช่วยให้ประชาชนบรรลุชีวิตที่ดีงามได้

            โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes)[10] กล่าวว่า  สภาวะทางธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นสภาพที่มนุษย์จะไม่มีความไว้วางใจผู้อื่น  และมนุษย์จะกระทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน  ซึ่งในการกระทำเช่นนี้มนุษย์จะใช้วิธีการต่างๆ ในการต่อสู้กัน  โดยในการต่อสู้นี้  เป็นการต่อสู้ที่ปราศจากกฎเกณฑ์  เพราะมนุษย์ถือว่าตนเองไม่มีพันธะผูกพันกับข้อกำหนดทางศีลธรรม กล่าวคือ ในที่สุดแล้ว ไม่มีผู้ใดผูกมัด  หรือถูกจำกัดด้วยศีลธรรมในการมีพฤติกรรมของตนเอง ดังนั้น  มนุษย์เมื่ออยู่ในสภาวะเช่นนี้  จะไม่มีอะไรเป็นสิ่งถูกสิ่งผิด หรือยุติธรรม  อยุติธรรม  เพราะชีวิตมนุษย์ถูกผูกพันอยู่กับสิ่งที่เป็นผลประโยชน์  นอกจากนี้  รัฐมีสภาพเช่นเดียวกันกับมนุษย์  คือมีเสรีภาพที่จะแสวงหาผลประโยชน์ของตนโดยไม่มีข้อขีดจำกัดหรือการควบคุมทางศีลธรรม (หรืออำนาจที่เหนือกว่า) ดังนั้น  ถ้าปราศจากอำนาจที่จะควบคุมรัฐ รัฐจึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธกฎเกณฑ์หรืออำนาจอื่นใดๆ ที่จะบังคับรัฐ  และยังกล่าวว่า อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจที่ไม่มีอยู่ภายใต้อำนาจอื่นใด และองค์อธิปัตย์(Sovereign) เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย  ส่วนผู้ที่อยู่ภายใต้บังคับ (Subject) นั้น  ถือว่าได้มอบอำนาจให้รัฐเป็นผู้กระทำการแทนตน  รัฐจึงมีสองฐานะ คือ ฐานะของการเป็นบุคคลธรรมดา (Natural Person)  และบุคคลสมมติ (Artiticial Person)

            รุสโซ (Jean Jacques Rousseau)[11]  นักทฤษฎีสัญญาสังคมชาวฝรั่งเศส  ได้กล่าวสรุปไว้ว่า มนุษย์มีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมเมื่อพวกเขาเข้าสู่ ความสัมพันธ์แบบอารยะ (Civilized Relation) กับคนอื่น กล่าวคือ พวกเขาได้ลดทอนแรงกระตุ้นตามธรรมชาติที่เน้นความต้องการของตนเองเป็นศูนย์กลาง  ไปสู่การปฏิบัติตามสำนึกแห่งหน้าที่  และกล่าวโดยสรุปได้ว่า  จริยธรรมแบบสัญญาสังคมคือ กลุ่มของกฎที่กำหนดว่า มนุษย์ควรปฏิบัติต่อคนอื่นๆ อย่างไร และคนที่มีเหตุผลทุกคนตกลงที่จะยอมรับเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน  โดยมีเงื่อนไขว่า  คนอื่นๆ จะปฏิบัติตามกฎนี้เช่นเดียวกัน

            กองดอร์เซต์ (Condorcet)[12] กล่าวว่า  คนเรามองเห็นจริยธรรมและอภิปรัชญา ด้วยการสำรวจตัวตน  ด้วยการศึกษาวิเคราะห์วิทยาการการปกครองและด้วยการศึกษาสังเกตต่อสังคม  สัจจะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มิใช่หยิบยื่นให้โดยสวรรค์หรือสิ่งศักดิ์ที่ไกลออกไป  ข่าวสารใดๆ ที่เก็บรวบรวมไว้ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมความก้าวหน้า การที่จะปฏิรูปจะต้องอาศัยความรู้แจ้งเห็นจริง (Enlightenment) ที่ยังมาไม่ถึง  ซึ่งต้องยอมรับว่าความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์ใดๆ ในชีวิตการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากอวิชชา (Ignorance)

            ริชาร์ด ฮุคเกอร์ [13] กล่าวว่า  การออกกฎหมายและการที่ประชาชนจะเคารพกฎหมาย  จะต้องยึดถือกฎของพระเจ้า  และกฎแห่งเหตุผล (The Laws of God and Reason)  กฎหมายเป็นสิ่งที่ดีก็จริง  และการกำหนดขอบเขตให้แก่อำนาจผู้ปกครองเป็นสิ่งที่ดีก็จริง  แต่ การนำกฎหมายออกปฏิบัติ จะต้องได้รับความเห็นชอบของประชาชน  ขุนนางไม่ว่าจะฉลาดหรือยุติธรรมเพียงใด  ก็ไม่มีสิทธิทางธรรมชาติใดๆ ที่จะปกครองคนอื่น   ซึ่ง หากประชาชนมารวมกันทำความตกลงกัน  จะทำให้การปกครองเป็นของประชาชนโดยแท้จริง ถ้าประชาชนยินดีอยู่ใต้ปกครองของอำนาจนั้น และการใช้อำนาจปกครองและควบคุมได้รับการอนุญาตจากประชาชน  เหล่านี้ย่อมบังเกิดสันติสุข  ความสงบและความผาสุกได้

จอห์น  ล็อค (John Locke) [14] ได้เสนอความเห็นว่า สังคมการเมืองที่ดีควรมีรูปแบบทางสถาบันที่ดีที่สุดและสอดคล้องใกล้เคียงที่สุดกับกฎแห่งธรรมชาติ อันเป็นสื่อกลางในการนำเจตจำนงของพระเจ้ามาสู่มนุษย์ที่เป็นปัจเจกบุคคลที่มีเหตุผล (Rational Individual Man) คนทุกคนมีความสัมพันธ์ทางศีลธรรมระหว่างกัน เป็นความสัมพันธ์อันเกิดจากสถานะทางธรรมชาติมากกว่าในฐานะประชากร โลกของประชาชนอยู่นอกเหนือชีวิตการเมือง ประชาชนเป็นสันตะปาปาแห่งตนเอง มิใช่ได้รับการนำทางศาสนจักร  ผ่านทางกษัตริย์ที่ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดย จอห์น ล็อค มีจุดเน้นต่อสังคมการเมืองที่ดีนั้นคือ  1) การมีกรรมการสังคม  หรืออนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด  2) พร้อมกันนั้น คือการที่สมาชิกสังคมทุกคนมีอำนาจหน้าที่เท่าเทียมกันในการปกครองประเทศ และ 3) สุดท้ายทุกคนมีสายใยยึดเหนี่ยวร่วมกัน  คือศีลธรรมและความมีเหตุผลร่วมกัน   ดังนั้น ความมั่นคงปลอดภัยร่วมกันในสิทธิโดยธรรมชาติก็ย่อมติดตามมา ไม่ว่าในชีวิต ร่างกาย  ทรัพย์สิน  ตลอดจนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล  ศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดต่อการจรรโลงเสรีภาพ  กล่าวคือ ประชาชนจะต้องมีความอดทน  อดกลั้นร่วมกัน (Mutual Tolerance)  และเหนืออื่นใดนั้น  อยู่ที่การมองว่า คนย่อมเป็นคน (Men as Men) มิใช่อะไรอื่นที่แปลกปลอมในนามการเป็นสมาชิกสังคม  ซึ่งโลกทัศน์ของ จอห์น  ล็อค จึงเป็นที่มาของมนุษย์เสรีนิยม (Liberal Man)  เป็นมนุษย์ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง (Non-Political Man) 

            นอกจากนี้  จอห์น  ล็อค  ยังเห็นว่า  กลไกหรือสถาบันสังคมที่สำคัญสำหรับการจัดการลงโทษคนที่ไม่มีเหตุผลภายใต้หลักความยุติธรรมโดยธรรมชาตินั้น คือ  1)  กฎหมายที่กำหนดขึ้นโดยส่วนกลาง  2) การมีผู้พิพากษาหรือศาลยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ และมีความเป็นกลางโดยแท้จริง  และ 3) อำนาจในการจับกุมและลงโทษบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม

            เอ็ดมันด์ เบิร์ค[15] กล่าวว่า รัฐบาลนั้นจะต้องเน้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบบรลุวัตถุประสงค์ที่ปฏิบัติได้ (Pragmatic Purpose) คือการอำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชน  ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานส่วนตัวของนักการเมือง และยังต้องมุ่งสร้างความยุติธรรมทางสังคม เพื่อมิให้สังคมการเมืองเกิดความแตกแยกร้าวฉานจากความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิวัติทางสังคมได้ การปฏิรูปทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางรัฐธรรมนูญสามารถเป็นไปได้ ถ้าต้องการธำรงไว้ซึ่งความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครองที่มีเสถียรภาพ

            เจเรไม เบนแธม (Bentham Jeremy)[16]  นักคิดสำนักอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) กล่าวว่า รัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่สามารถส่งเสริมให้เกิดความดีงาม และความสุขแก่มวลสมาชิกคือคนส่วนใหญ่ของสมาชิกของรัฐใดๆ ก็ตาม  ซึ่งเป็นหลักการว่าด้วยประโยชน์สูงสุดของคนจำนวนมากที่สุด (Principle of the greatest happiness of the greatest number) หรือที่เรียกว่า  ความคิดที่ว่าด้วยผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผลประโยชน์มหาชน (Concept of public interest)

            จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill)[17] มีความเห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์เสรีนิยมเป็นการแสวงหาความสุข  ความพอใจแก่ชีวิต  โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นชีวิตของความคาดหวังที่จริงจัง  หนักแน่น  ต่อการได้รับความสุขสบายในระดับต่างๆ คือทั้งมากและน้อยต่างกันออกไป เงื่อนไขอันจำเป็นของความเป็นไปได้ของชีวิตแบบนี้จัดให้มีขึ้นได้  โดยหาทางโน้มนำให้คนมีประสบการณ์ในระดับต่างกันต่อความสุขที่ได้รับ  ประสบการณ์นั้นจะอยู่กับความพึงพอใจของตน (Preferences) จะเป็นหลักวัดว่า  ถ้าหากมาถึงความสุขภายใต้สถานการณืหรือภาวการณ์แบบนี้ก็ถือเป็นความพอใจ (Content)  หรือถ้าหากมาถึงความสุขภายใต้สถานการณ์แบบนั้นถือเป็นความสุข (Happiness)  หรือโดยสรุป  การประเมินระดับความสุขภายใต้ประสบการณ์ในสถานการณ์ต่างๆ  จะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนแต่ละคนไป (Individual Preferences)  หรือนัยหนึ่งเป็นความพึงพอใจเชิงอัตวิสัย (Subjective Preferences) ซึ่งทั้งหมดมิใช่เรืองของโครงสร้างของธรรมชาติมนุษย์อันเกี่ยวข้องกับสัคมการเมืองที่ดี  นอกจากนี้ รูปแบบต่างๆ ของความดีงามของมนุษย์มิได้กำหนดโดยธรรมชาติของคน แต่เกิดจากการวางแผนความต้องการของบุคคลแต่ละคนไป (Projected desires of selected Individuals)  มนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น (Self-Improvement)  จะดีขึ้นเพียงใดนั้น  เป็นเรื่องที่จะวัดจากการมีทัศนภาพของอัตตะที่บรรลุแล้ว  ที่สมบูรณ์แล้ว (A Vision of the Mature Self)  ภายใต้สังคมที่มีเป้าหมายอันเหมาะสม

 

แนวคิดและทฤษฎียุคใหม่

 

แนวคิดของคานท์

 

            คานท์ (Kant)[18]  นักปรัชญาชาวเยอรมัน  ได้เสนอแนวความคิดที่มีลักษณะตรงข้ามกับแนวคิดของลัทธิประโยชน์นิยม  โดยเสนอว่า การกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรมคือการกระทำตาม กฎสัมบูรณ์ (Absolute-Low)