การศึกษาผลการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
ในวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย เรื่อง วิวัฒนาการการปกครองของไทย
ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
The Effects of Study Cooperative Learning
Model Through the Teaching of Foundation of Thai Civilization Subject :
Certificated Students Rajamangala
Institute of Technology ; Poh-Chang Campus
Miss Kallaya Namsangan2
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง วิวัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ระหว่างการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
กับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
วิทยาเขตเพาะช่าง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545 จำนวน 49
คน ซึ่งมาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random
Sampling) โดยใช้วิธีการจับฉลากเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 20 คน
และกลุ่มควบคุมจำนวน 29 คน
กลุ่มทดลองสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ และกลุ่มควบคุมสอนตามการสอนปกติ
รูปแบบที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบบ Nonrandomized Control Group
Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Student
TeamsAchievement Division : STAD)
และแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น
2 ประเภทคือ เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ
(One-Way Analysis of Covariance)
วิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมชนิดเดียว โดยใช้คะแนนก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม (Convariate) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการตีความ ผลการวิจัยพบว่า
1. นักศึกษาที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนสูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05
2.
นักศึกษาที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้มีพฤติกรรมการทำงาน
กลุ่มดีขึ้น
คำสำคัญ
: การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้, วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย
ABSTRACT
The objective of
this research was to compare the study achievement on Thai Government and
Politics of Higher Technical Certificate students of Rajamangala Institute of
Technology, Poh-Chang Art Campus based on the teaching techniques. The total of
49 Poh- Chang art students of the 2nd Semester, 2002 academic year
were simple random sampled and, then, randomly divided into 2 groups; 20
students for the experimental group and the rest for controlled one. The learning-centered teaching
technique was used for the experimental group whereas the standard teaching technique
was for the other. This research was nonrandomized control group
pretest-posttest design. The
research tool were the measurement for study achievement, teaching plan of
Student-Teams-Achievement division (STAD), and the group observation form for
collecting the qualitative and quantitative data. Statistics applied for quantitative data analysis was ANCOVA
(One-Way Analysis of Covariance) with the pretest score as the covariate. Interpretation was used for qualitative
data analysis. The findings revealed that :
1.
There was a significant difference between the study achievement of the
students at the level of 0.05 based on teaching techniques.
2. The experimental group had a better
team working performance.
Key words :
Cooperative Learning Model Through the Teaching, Foundation of Thai Civilization
Subject
บทนำ
ปัจจัยความเจริญมั่งคั่งของประเทศนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป
แต่ขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้านความรู้
ภูมิปัญญาและวิชาการ ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดศักยภาพและความสำเร็จของประเทศนั้น
เพราะปัญญาของคนในประเทศที่แม้ไม่มีวัตถุดิบแต่ก็สามารถนำเข้าจากประเทศอื่นมาผลิตแปรรูป
จากนั้นก็ส่งกลับไปประเทศที่เป็นต้นตอวัตถุดิบที่ตนนำเข้ามา
ประเทศที่มีปัญญาก็สามารถนำปัญญาเหล่านั้นไปอยู่ในประเทศอื่นเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้ตนเองได้ ปัจจัยที่สร้างความแตกต่างในยุคสมัยนี้จึงไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไปแต่เป็นคน
คุณภาพทางปัญญาของคนในประเทศเพราะปัญญาจะเป็นดัชนีชี้ความสำเร็จของประเทศนั้น ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพัฒนาการศึกษาอย่างมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเพื่อให้คนในประเทศมีความรู้ความสามารถและมีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคโลกภิวัฒน์ พร้อมๆ
กับมีความสมดุลทั้งด้านสติปัญญา
ด้านจิตใจและด้านสังคมอย่างครบถ้วนตามวิถีชีวิตแบบไทย เพื่อเตรียมบุคลากรในทุกระดับการศึกษาให้มีความพร้อมทัดเทียมประเทศอื่น
(เกรียงศักดิ์
เจริญวงศ์ศักดิ์. 2542)
การศึกษาจึงเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความสามารถ
ค่านิยม เจตคติและคุณภาพของบุคคล
เพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
ทั้งด้านวิทยาการความก้าวหน้า
โดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อสารและการแข่งขันรุนแรงทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศต่างๆ
ได้ตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพของประชาชน โดยทุ่มเทกำลังความคิดและทรัพยากรของประเทศที่จะปฏิรูป
หรือพัฒนาการศึกษาของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจให้ประเทศเข้มแข็ง (ชนาธิป พรกุล. 2542) สำหรับการศึกษาด้วยวิธีการเรียนแบบการท่องจำหนังสือ หรือเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่สามารถทำให้มนุษย์เผชิญและแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
เพราะโลกแห่งวิชาการกับโลกแห่งความเป็นจริงแตกต่างกัน
เนื่องจากการเรียนโดยการเอาวิชาเป็นตัวตั้งทำให้แยกตัวออกจากความเป็นจริงของชีวิตและสังคมที่ซับซ้อน
และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์จริงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
มนุษย์ก็อยู่ในความเปลี่ยนแปลงนั้น
เรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนั้นให้รู้พอ รู้ทัน รู้เผชิญ
และรู้การจัดระบบชีวิตและสังคมให้อยู่ในดุลยภาพในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ (คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้. 2543) อีกทั้งการจัดการศึกษาที่ผ่านมาไม่สนองตอบต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน
ผู้สอนส่วนใหญ่มักใช้รูปแบบและวิธีการเรียนการสอนที่เน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลาง
เน้นการถ่ายทอดความรู้และเนื้อหา โดยละเลยการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพ
ไม่นำเหตุการณ์และปัญหาจากชุมชนเข้ามาเรียนรู้ ไม่สนใจวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง
ค่านิยมและภูมิปัญญาไทย
เป็นผลทำให้กระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
เป็นการศึกษาที่มุ่งผลิตคนเพื่อป้อนตลาดแรงงาน อันเป็นผลทำให้ผู้เรียนมีแต่ความรู้ แต่ไม่มีความคิด (วิชัย วงษ์ใหญ่. 2543) ดังที่ Leonardo da Vinci กล่าวว่า การกินของที่เราไม่ปรารถนาที่จะกินเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราฉันใด
การเรียนอะไรโดยไม่มีความชอบฉันนั้นก็ทำให้สมองเราเสื่อมและสมองจะไม่เก็บงำอะไรไว้เลย (อ้างถึงใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2542) ซึ่งผู้สอนบางคนกลัวผู้เรียนจะเรียนไม่ครบตามหลักสูตร วิชาส่วนใหญ่มีเนื้อหาสาระที่เต็มปรี่
ผู้เรียนจึงถูกกดดันผลักดันให้เรียนและจะต้องได้คะแนนดี จึงถือว่าเก่งประสบความสำเร็จ ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
(ปวส.) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มีลักษณะการบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆ
เข้าด้วยกันที่ประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม อารยธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง
ลัทธิความเชื่อ ศาสนา ประเพณี
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และการอนุรักษ์วัฒนธรรมอารยธรรมของไทย ซึ่งมีเนื้อหาวิชาที่หลากหลายและขอบข่ายเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวิชาประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนส่วนใหญ่ใช้วิธีการท่องจำมากกว่าความเข้าใจจึงทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอน
ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน
เพื่อให้สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาตามการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบัน
และเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพไปสู่คนไทยอย่างทั่วถึง ซึ่งตามความมุ่งหมายและหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
มาตรา 6
กล่าวถึงการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต
สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
มาตรา 7 กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาไทย
และความรู้อันเป็นสากล
ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใฝ่รู้
และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
และมาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้
ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ
การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 3)
จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทำได้
คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ
อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5)
ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม
สื่อการเรียน
และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดากรเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
ทั้งนี้
ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการต่างๆ 6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
ได้ทุกเวลาสถานที่
มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย
เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ (สำนักงานปฏิรูปการศึกษา.
2542) สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ที่ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
จัดการศึกษาโดยมุ่งเน้นพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพสมบัติพร้อมที่ประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยี
เพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย (วิทยาเขตเพาะช่าง. 2543)
ดังนั้น
ในการสอนเพื่อเตรียมผู้เรียนสำหรับการเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต การสอนจึงต้องพัฒนากระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการกลุ่ม
ให้เกิดทักษะแก่ผู้เรียนควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการนำสาระความรู้ต่างๆ
มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์และเหมาะสมกับสภาพการณ์ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แก้ไขปัญหาการเรียนการสอน
วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย เพราะในการจัดการกระบวนการเรียนการสอนนั้นลักษณะการสอนที่ดีควรมีการสร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อส่งเสริมการเรียนของผู้เรียน
เมื่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียนเกิดขึ้นแล้วพฤติกรรมของผู้เรียนที่ไม่พึงประสงค์ก็จะไม่ปรากฎ
ทำให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปด้วยดี จัดให้ผู้เรียนเรียนจากประสบการณ์ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี การที่ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมต่างๆ
ในชั้นเรียน จะทำให้มีความสนใจ
และภูมิใจในกิจกรรมที่ได้กระทำ
และให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของการเรียน เพื่อจะได้เกิดเป็นแรงจูงใจ
ให้กำลังใจส่งเสริมการเรียนรู้แก่ผู้เรียน (วิชัย วงษ์ใหญ่. 2535) ซึ่งลักษณะการเรียนแบบตามร่วมมือกันเรียนรู้ตามที่ Salvin (1990 อ้างถึงใน สุลัดดา ลอยฟ้า. 2539) ได้กล่าวถึงว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวและศักยภาพของตนเอง ร่วมมือกันเรียนรู้และแก้ปัญหาต่างๆ
ให้บรรลุผลสำเร็จได้โดยที่สมาชิกในกลุ่มตระหนักว่าแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
ดังนั้น ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่ม
สมาชิกในกลุ่มจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
สมาชิกจะมีการพูดคุยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผู้เรียนจะได้รับความรู้จากเพื่อน
ซึ่งแต่ละคนจะมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของกลุ่มและเมื่อประสบความสำเร็จในการทำงานหรือความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาแล้วก็ยิ่งเพิ่มความสนใจในการทำกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น
จะเป็นผลให้นักศึกษารู้สึกถึงคุณค่าของตนเองในชั้นเรียน นอกจากนั้นการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ยังก่อให้เกิดบรรยากาศที่นักศึกษาได้พูดคุยกัน
ซึ่งเป็นการช่วยให้ตัวนักศึกษาและเพื่อนเข้าใจปัญหาชัดเจนขึ้น
แม้ว่าจะไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ระดับการติดตามในปัญหาจะสูงกว่าการที่ครูเป็นผู้กำหนดให้นักศึกษาทำกิจกรรมและตัดสินใจคนเดียวเป็นการยกระดับความเข้าใจให้สูงถึงระดับการถ่ายทอดความคิด
เป็นการเรียบเรียงถ้อยคำอธิบายออกมาช่วยปรับความเข้าใจของสมาชิกภายในกลุ่มให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับบทบาทของครูจะเปลี่ยนไปจากเดิม
ไม่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการค้นหาความรู้
ซึ่งเกิดจากการกระทำของตนเองและสมาชิกในกลุ่มเป็นการเรียนรู้
นอกจากนี้การเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ยังเป็นคุณลักษณะหนึ่งของการเรียนรู้จากชีวิตจริง เพราะคนเราต้องอยู่ในสังคม ต้องทำงานเป็นกลุ่ม ต้องร่วมมือ
อาศัยพลังความคิดร่วมกัน
การจัดการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วม
เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบหนึ่ง
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เน้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน
ช่วยเหลือกัน
ร่วมกันคิดร่วมกันทำ
รู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตาม
เป็นการพัฒนาคุณลักษณะที่ได้ผลอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยกัน ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ความเอื้ออาทรเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ทำให้ปรับตัวอยู่ในสังคมได้ เพราะได้บ่มเพาะทักษะทางสังคม (Social
Skill)
วิธีการวิจัย
เป็นการวิจัยเชิงทดลอง
เพื่อศึกษาผลการสอนวิชาพื้นฐานอารยธรรม
ใช้หลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้และการสอนแบบปกติ ในเรื่อง วิวัฒนาการการเมืองการปกครอง โดยกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย
คือ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
วิทยาเขตเพาะช่าง
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่เรียนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2545 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษา
จำนวน 49 คน
แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุม 1
กลุ่ม จำนวน 29 คน
โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย
ซึ่งนักศึกษาทั้งสองกลุ่มศึกษาอยู่ในคณะวิชาออกแบบ สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ เหมือนกัน
สำหรับกลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
(Cooperative Learning) และกลุ่มควบคุมได้รับการสอนแบบปกติ
สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ได้แก่
แบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐานก่อนเรียนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย เรื่องวิวัฒนาการการเมืองการปกครองของไทย
เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ
โดยนำไปทดสอบกับนักศึกษา จำนวน 20 คน ใช้เวลาการทดสอบ 50 นาที
แล้วจึงนำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์รายข้อ เพื่อหาระดับค่าความยากง่าย
(p) และอำนาจจำแนก (r) โดยโปรแกรมสำเร็จรูป EvanaV401 พบว่า ข้อสอบบางข้อยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคือ ค่าความยากง่าย (p)
มีค่าระหว่าง 0.200.80 ค่าอำนาจจำแนก (r) มีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปและแบบทดสอบดังกล่าวมีค่าความเชื่อมั่น
(Reliability KR-20) เท่ากับ 0.68 นำข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายไม่ได้เกณฑ์มาตรฐานมาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดสอบครั้งที่ 2 กับนักศึกษา จำนวน 20 คน ใช้เวลาการทดสอบ 50 นาที แล้วนำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อหาระดับค่าความยากง่าย (p)
และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ
โดยโปรแกรมสำเร็จรูป EvanaV401 มีค่าความยากง่าย (p) 0.200.73 ค่าอำนาจจำแนก (r) 0.201.00 และมีค่าความเชื่อมั่น
(Reliability KR-20) เท่ากับ 0.82 ส่วนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย เรื่องวิวัฒนาการการเมืองการปกครองของไทย เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ นำไปทดสอบกับ นักศึกษา
จำนวน 20 คน ใช้เวลาทดสอบ 50 นาที นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อหาระดับค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยโปรแกรมสำเร็จรูป EvanaV401 พบว่า
ข้อสอบบางข้อยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคือ ค่าความยากง่าย (p) มีค่าระหว่าง 0.200.80
ค่าอำนาจจำแนก (r) มีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปและแบบทดสอบดังกล่าวค่าความเชื่อมั่น
(Reliability KR-20) เท่ากับ 0.81 นำข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายไม่ได้เกณฑ์มาตรฐานมาปรับปรุงแก้ไข
แล้วนำไปทดสอบครั้งที่ 2 กับนักศึกษา จำนวน 20 คน ใช้เวลาการทดสอบ 50
นาที
นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อหาระดับค่าความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยโปรแกรมสำเร็จรูป EvanaV401 ได้ค่าความยากง่าย
(p) 0.200.70 ค่าอำนาจจำแนก (r) 0.201.00
ค่าความเชื่อมั่น (Reliability KR-20) เท่ากับ
0.89
2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ โดยศึกษาทฤษฎีและหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้แบบ
STAD ซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1) นำเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น 2) การศึกษากลุ่มย่อย 3) การทดสอบย่อย 4)
คะแนนความก้าวหน้าของสมาชิกแต่ละคน 5)
กลุ่มได้รับการยกย่อง
จากนั้นดำเนินการสร้างแผนการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมกันเรียนรู้
โดยแบ่งเป็น 6 แผน
นำแผนการสอนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านของรูปแบบการสอน และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา
ตรวจสอบความถูกต้องและนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง
แล้วนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาแผนกออกแบบผลิตภัณฑ์ จำนวน 1
ห้อง นำขอบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขในวิธีดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
แผนการสอนปกติ โดยศึกษาหลักการสอนแบบปกติ ซึ่งมีขั้นการสอน คือ 1)
ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 2)
ขั้นกิจกรรมการเรียนการ
สอน 3) ขั้นสรุป
โดยดำเนินการสร้างแผนการสอนแบบปกติ
โดยแบ่งเป็น 6 แผน นำแผนการสอนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านของรูปแบบการสอน
และผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์
นำไปทดลองใช้กับนักศึกษาแผนกออกแบบผลิตภัณฑ์ จำนวน 1
ห้อง แล้วนำขอบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขในวิธีดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มควบคุม
3. เครื่องมือวัดพฤติกรรมกลุ่มของนักศึกษา โดยสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักศึกษา
เป็นแบบบันทึกการสังเกตที่มีลักษณะปลายเปิดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
โดยทำการบันทึกข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมขณะเรียนของนักศึกษา
ซึ่งขอบข่ายของพฤติกรรมที่จะสังเกตมีดังนี้ 1) การวางแผนการทำงานกลุ่ม
2) ความรับผิดชอบและความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม 3)
การรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม 4) การสร้างบรรยากาศในการทำงาน 5) พฤติกรรมการเป็นผู้นำผู้ตามของสมาชิกในกลุ่ม
รูปแบบของการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (True Experimental
Design) โดยใช้แบบแผนการวิจัยที่เรียกว่า
Randomized control group pretest posttest design ซึ่งมีลักษณะดังนี้
RE T1 X T2
RC T1 ~X T2
ตารางที่ 1
แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนของนักศึกษากลุ่ม
ทดลองและกลุ่มควบคุม
|
กลุ่ม |
N |
คะแนนเต็ม |
ก่อนเรียน (pre-test) |
หลังเรียน (post-test) |
||
|
`X |
S.D. |
`X |
S.D. |
|||
|
ทดลอง |
20 |
40 |
19.45 |
3.10 |
25.95 |
3.02 |
|
ควบคุม |
29 |
40 |
17.55 |
5.01 |
19.03 |
4.91 |
ตารางที่
2 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม
เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักศึกษากลุ่มทดลอง
และกลุ่มควบคุม
|
แหล่งความแปรปรวน
(SOURCE) |
Df |
SSy |
MSy |
F |
|
ระหว่างกลุ่ม
(b) |
1 |
321.95 |
321.25 |
28.23* |
|
ภายในกลุ่ม
(w) |
47 |
534.73 |
11.38 |
|
|
ทั้งหมด (t) |
48 |
212.78 |
|
|
*P
<.05 (.05 F1,46 =
4.03)
1.
จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทยระหว่างการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้และการสอนแบบปกติ
พบว่า
นักศึกษาที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ
อนุสรณ์ สุชาตานนท์ (2536) ที่พบว่า ผู้เรียนที่อยู่กลุ่มทดลอง
มีผลสัมฤทธิ์และบุคลิกภาพประชาธิปไตยสูงกว่าผู้เรียนในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0
.05 และ .01 และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ เสรี
ถุนนอก (2542) ที่พบว่า ผู้เรียนที่เรียนโดยการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าผู้เรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 และผู้เรียนที่เรียนโดยการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้มีเจตคติสูงกว่าผู้เรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 ซึ่ง Joyce
และ Weil (1986) ได้กล่าวถึงเทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้ว่าเป็นเทคนิคที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาและด้านสังคม ตลอดจนเทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้ยังช่วยพัฒนาผู้เรียนทางด้านสติปัญญาให้เกิดการเรียนรู้จนบรรลุถึงขีดความสามารถสูงสุดได้
โดยมีผู้เรียนในวัยเดียวกัน เป็นผู้คอยแนะนำหรือช่วยเหลือ
ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนที่อยู่ในวัยเดียวกันย่อมจะมีการใช้ภาษาสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายกว่าผู้สอน
โดยการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้จะสร้างแรงจูงใจให้การเรียนมากกว่าการเรียนรายบุคคล
หรือการแข่งขันความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มจะสร้างพลังในทางบวกให้แก่กลุ่ม
สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มของการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้จะเรียนรู้จากกันและกัน จะพึ่งพากันเรียนรู้ เกิดการปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่ม
ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่เรียนแล้ว
ยังพัฒนาทักษะทางสังคมไปในตัวด้วยเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนากิจกรรมทางสติปัญญา
ที่เพิ่มพูนการเรียนรู้มากกว่าการเรียนการสอนรายบุคคล
ความร่วมมือกันเรียนรู้จะเพิ่มพูนความรู้สึกในทางบวกต่อกันและกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและห่างเหิน ในทางตรงกันข้าม
จะสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลอื่น การร่วมมือกันเรียนรู้จะพัฒนาความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง
รู้จักตนเองจากการเรียนรู้ได้ดีขึ้น รวมทั้งจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ตระหนักได้ว่า
ตัวเองได้รับการยอมรับและเอาใจใส่จากสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม
ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพจากงานที่กำหนดให้กลุ่มรับผิดชอบ
ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันทำงานมากเท่าใด
ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาทักษะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการทำงานร่วมกันมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่างๆ
สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้เพื่อประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกัน
2.
พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของผู้เรียนที่สอนโดยใช้แผนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ สมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่มมีการร่วมมือและช่วยเหลือในปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
โดยมีการเริ่มวางแผนก่อนการทำงาน มีการปรึกษาหารือกันภายในกลุ่ม
มีการบันทึกข้อมูลบางส่วน มีการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนภายในกลุ่ม
สมาชิกคนที่เก่งคอยช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในกลุ่มเป็นอย่างดี
หัวหน้ากลุ่มจะเป็นผู้นำและกระตุ้น
ซักถามเพื่อนสมาชิกในกลุ่มเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของสมาชิกในกลุ่ม
ถ้าหากสมาชิกในกลุ่มไม่เข้าใจ หัวหน้ากลุ่มจะให้คำแนะนำและช่วยชี้แนะ
นอกจากนี้สมาชิกทุกคนในแต่ละกลุ่มมีความสุขกับการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามทฤษฎีหลักการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักศึกษาที่ดีขึ้น
สอดคล้องกับแนวคิดของ Salvin (1990) ที่ได้ให้ข้อคิดว่าการเรียนเป็นกลุ่มเป็นเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้น
ผู้เรียนจะเสนอความคิดภายในกลุ่ม มีการทำงานร่วมกัน
ทำให้บรรลุเป้าหมายและความสำเร็จของกลุ่ม
สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสมาชิกทุกคนภายในกลุ่ม นอกจากนี้ Sutton (1992) ได้กล่าวถึงการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ว่าเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ของแต่ละบุคคลไปสู่
ซึ่งจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมการเรียนให้เกิดในชั้นเรียนและช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งผู้เรียนอยู่ในระดับดี เรียนในระดับปานกลาง และที่เรียนอ่อน โดยผู้ที่เรียนอยู่ในระดับดีจะช่วยผู้ที่เรียนอ่อน
และยังมีการระดมความคิดในการค้นหาคำตอบของปัญหา บทบาทของผู้สอนเปลี่ยนไปจากเดิม คือไม่ถือว่าตัวเองเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในชั้นคนเดียว แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อม วิธีดำเนินการที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้รู้ว่าจะสามารถค้นหาความรู้ได้จากการร่วมมือกันเรียนรู้
ซึ่งเกิดจากการกระทำของตนเองและจากเพื่อน
นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม
พัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เรียนและกลุ่มเพื่อน
1. นักศึกษาที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านัศึกษาที่ได้รับการสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. นักศึกษาที่ได้รับการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทยมีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มที่ดี
ขึ้น
ข้อเสนอแนะ
1. ก่อนนำรูปแบบการสอนตามหลักการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ในวิชาพื้นฐานอารย-ธรรมไทยควรศึกษารูปแบบการสอนให้เข้าใจก่อนดำเนินการสอน
2. กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
ผู้สอนควรให้เวลาผู้เรียนในการทำความคุ้นเคยในกิจกรรมต่างๆ ก่อน
3. ในการทำแบบฝึกหัดแต่ละครั้งห้ามมิให้นักศึกษาช่วยเหลือกันทำแบบทดสอบ
และผู้สอนควรแจ้งคะแนนความก้าวหน้าของนักศึกษาให้ทราบทันที
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนภายในกลุ่มเกิดความกระตือรือร้นและร่วมมือกัน