การศึกษาความคิดเห็นและความต้องการของนักศึกษา

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต่อกระบวนการเรียนการสอน

วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

วิทยาเขตเพาะช่าง

The Study of Opinion and Desirable of Student at a Foundations of Thai Civilization Teaching Style in Student of Rajamangala Institute of Techonology : Poh-Chang Art Campus

 

นางสาวกัลยา  นามสงวน1

Miss Kallaya  Namsangan2 

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาที่ศึกษา วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) คณะวิชาออกแบบ คณะวิชาวิจิตรศิลป์ คณะวิชาหัตถกรรม และคณะวิชาศิลปประจำชาติ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง   ประจำปีการศึกษา  2544  จำนวน  310 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 73 ข้อ และแบบสอบถามปลายเปิด ซึ่งแบบสอบถามที่ได้รับคืนคิดเป็นร้อยละ 100 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และค่า F- test  โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ผลการวิจัยพบว่า

1.       ความคิดเห็นต่อกระบวนการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอายธรรมไทย  โดยรวมระดับมาก

และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอน ด้านการวัดผลประเมินผลและด้านกิจกรรมการเรียนการสอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก

2.       ความต้องการรูปแบบการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า  ด้านการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง  การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการสอนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามลำดับ

3.       นักศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียน

การสอนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  

4.       ความคิดเห็นของนักศึกษาคณะวิชาต่างกันมีความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวน

การเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  1) ความคิดเห็นของนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มีความคิดเห็นด้านเนื้อหาวิชา และกิจกรรมการเรียนการสอนแตกต่างจากนักศึกษา คณะวิชาหัตถกรรมและคณะวิชาศิลปประจำชาติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านเนื้อหาวิชาไม่พบความแตกต่าง  2) ความคิดเห็นของนักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติมีความคิดเห็นด้านกิจกรรมการเรียนการสอนแตกต่างจากนักศึกษา คณะวิชาออกแบบ คณะวิชาวิจิตรศิลป์ และคณะวิชาหัตถกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) ความคิดเห็นของนักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติมีความคิดเห็นด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอนแตกต่างจากนักศึกษา คณะวิชาออกแบบ คณะวิชาวิจิตรศิลป์ และคณะวิชาหัตถกรรม  และนักศึกษาคณะวิชาวิจิตรศิลป์มีความคิดเห็นด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอนแตกต่างจากนักศึกษา คณะวิชาหัตถกรรมและคณะวิชาออกแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) ความคิดเห็นของนักศึกษาคณะวิชาวิจิตรศิลป์มีความคิดเห็นด้านการวัดผลประเมินผล  แตกต่างจากนักศึกษา คณะวิชาออกแบบ คณะวิชาหัตถกรรม และคณะวิชาศิลปประจำชาติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

5.       ความต้องการรูปแบบการเรียนการสอน  ไม่พบความแตกต่าง 

6.       ความคิดเห็นของนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์มีความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการการเรียนการสอนวิชาพื้นฐาน

อารยธรรมไทย แตกต่างจากนักศึกษา คณะวิชาออกแบบ  คณะวิชาหัตถกรรม  และคณะวิชาศิลปประจำชาติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

คำสำคัญ : ความคิดเห็นและความต้องการ, วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย

 

ABSTRACT

 

            The purpose of this research was to study attitude and need for learning process of teaching in  Foundations of Thai Civilization subject,  Rajamangala Institute of Technology, Poh-Chang Art  Campus. Enrolled in Rajamangala  Institute, Poh-Chang  Art  Campus during the study year of 2001, the total 310 subjects were randomly sampled from the Faculties of Traditional Art , Art Craft , Design and Fine Art. Constructed by the researcher, the instrument used was a five scale Likert–typed questionnaire, divided into four part : closed–ended 73 items and open–ended question. One hundred percent of those contacted respondent to the study. Statistics used for data analysis was Percentage, Mean, Standard deviation , t–test and F–test  at the 0.05 level of significance. The findings revealed that :

1.      Student had a high attitude and need for  teaching process subject Foundations of Thai Civilization subject.

Examined in the three aspects combined, it indicated that they had high characteristics of instructors, evaluation and  teaching activity.

2.      Student had a moderate for teaching process in Foundations of Thai Civilization subject. Examined in the

three aspect combined, teacher center teaching, student center teaching and individual  learning.

3.      There was a significant difference in the student and need according to sex in overall and aspect.

4.      There was a significant difference in the students’ attitude based on faculty in overall and aspect 1) there

was significant difference in the student of the Faculties of  Design and Fine Art had attitude aspect  content of subject and activity learning  with the student of  the Faculties of Traditional  Art,  Art Craft  2) there was significant difference in the student of the Faculty of Traditional Art had attitude aspect  learning activity with the student of the Faculties of Fine Art and Art Craft  3) there was significant difference in the student of the Faculty of Traditional Art had attitude aspect characteristics of instructors with the student of the Faculties of Design, Fine Art and Art Craft. And the student of the Faculty of Fine Art had attitude aspect characteristics of instructors difference with the student of the Faculties of Art Craft and Design  4) there was significant difference in the student of the Faculty of Fine Art had attitude aspect evaluation with the student of the Faculties of  Design, Art Craft and Traditional Art.

5.      There was no significant difference in the students’ need of  teaching process.

6.      There was significant difference in the student of the Faculty of Fine Art had attitude and need teaching

process  with the students of the Faculties of Design, Art Craft and Traditional Art.

 

Key words : Opinion and Desirable, Foundations of Thai Civilization 

 

บทนำ

 

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  จำเป็นที่แต่ละประเทศต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยปัจจัยสำคัญที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายดังกล่าว ได้แก่ คุณภาพของคน   ซึ่งการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  โดยจะต้องเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพ  เพื่อทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่  ทำให้เป็นคนที่รู้จักแก้ปัญหา  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง  สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีจริยธรรม คุณธรรม รู้จักพึ่งตนเองและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข (สถาบันส่งเสริมการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ. 2543)   ซึ่งกระบวนการหนึ่งที่สามารถกล่อมเกลาหรือทำให้ไปสู่เป้าหมายได้นั้น คือการจัดการศึกษา โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 มาตรา 4 ได้ให้ความหมายคำว่า " การศึกษา " ว่าหมายถึงกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้  การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ  การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และได้ให้ความหมายของคำว่า " สถานศึกษา " ว่าหมายถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาจึงมีบทบาทและภารกิจที่ต้องกระทำ   ทั้งนี้เพราะ  ชาญวิทย์  เกษตรศิริ  ได้กล่าวว่า  ภารกิจหลักที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาคือ มีภาระหน้าที่ผลิตบัณฑิตที่ทรงความรู้และมีคุณธรรม ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ  ให้การบริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (ชาญวิทย์  เกษตรศิริ. 2542)  ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผน และจัดการศึกษาให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อนโยบายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนการกำหนดเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ในการผลิตผลผลิต (ผู้สำเร็จการศึกษา) ให้เหมาะสม เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตผลที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติได้อย่างเหมาะสมและเป็นอย่างดี เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาที่ว่า “ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล จัดการศึกษาโดยมุ่งเน้นพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพสมบัติพร้อมที่จะประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย “ (วิทยาเขตเพาะช่าง. 2543)  

วิทยาเขตเพาะช่าง เป็นวิทยาเขตหนึ่งของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลที่มีการจัดการศึกษาเน้นทางด้านสายศิลปกรรมเป็นสำคัญ  โดยมีจุดมุ่งหมาย  1) เพื่อผดุงวิชาศิลปหัตถกรรม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่  2) เพื่อพัฒนา ส่งเสริม ค้นคว้า วิจัยและเผยแพร่ศิลปหัตถกรรมให้สอดคล้องตามความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และความต้องการของสังคม 3) เพื่อผลิตช่างศิลป-หัตถกรรม ครูศิลปหัตถกรรม นักออกแบบ ผู้นิเทศและผู้บริหารทางด้านศิลปหัตถกรรมระดับต่างๆ ตามความต้องการของสังคม และ 4) เพื่อปลูกฝังให้เป็นพลเมืองดีและมีสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ (วิทยาเขตเพาะช่าง. 2543)  ดังนั้น การจัดการศึกษาของวิทยาเขตเพาะช่าง  จึงได้จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนโยบายและหลักสูตรของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนในวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย (รหัสวิชา 01-240-001) ที่เป็นวิชาที่มีลักษณะที่สอดคล้องและสนับสนุนต่อการจัดการเรียนการสอนทางด้านสายศิลปกรรมเป็นอย่างมาก   และมีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะเพียงบางวิทยาเขต เช่น วิทยาเขตเพาะช่าง  คณะศิลปศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เป็นต้น  โดยมีลักษณะที่เป็นการบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน   ที่ประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม อารยธรรม ประวัติศาสตร์ของชนชาติ สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง ลัทธิความเชื่อ ศาสนา ประเพณี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการอนุรักษ์วัฒนธรรมอารยธรรมของไทย ฯลฯ แต่เนื่องจากวิชานี้มีลักษณะและขอบข่ายของเนื้อหาวิชาที่กว้างมากประกอบกับมีเนื้อหามากมายที่สามารถแยกเป็นวิชาอื่นๆ  มีความซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกันมาก  อันได้แก่  วิชาไทยศึกษา  การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจไทย มนุษย์กับสังคม และประวัติศาสตร์ไทย ฯลฯ  โดยในบางวิชาได้จัดให้เป็นรายวิชาเฉพาะที่จัดให้มีการเรียนการสอนแยกออกไปในบางวิทยาเขต ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการบริหารทางวิชาการ และการจัดเนื้อหารายวิชาให้เหมาะสมหรือเหมาะกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน  ตลอดจนทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชานี้เป็นอย่างมาก  นอกจากนี้  หลักสูตรรายวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ซึ่งไม่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้เนื้อหาทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป  โดยเฉพาะจากการเกิดสภาวะของการเปลี่ยนแปลงของโลกไร้พรมแดนหรือในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ทางองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  องค์ความรู้ทางวิชาการต่างๆ  และตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่เน้นการจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เป็นการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาของวิทยาเขตเพาะช่าง ที่เป็นสายศิลปกรรม

            ซึ่งจากสภาพปัญหาและสภาวะของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งทางวิชาการ แนวคิด นโยบาย   พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และการที่มีลักษณะรายวิชาที่มีเนื้อหาค่อนข้างกว้างมาก มีความซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกับวิชาอื่นๆ ตลอดจนหลักสูตรรายวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ไม่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้เนื้อหามีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่ต้องการจะทำการศึกษาความคิดเห็น และแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย (รหัสวิชา 01-240-001)  ตามความคิดเห็นของนักศึกษาสายศิลปกรรม  เพื่อให้เหมาะสมตามแนวคิดและตามความต้องการของผู้เรียน ตลอดจนตามแนวคิดของการจัดการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนการสอน (Student Center) 

 

วิธีวิจัย

 

การดำเนินการวิจัยครั้งนี้  ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ  นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2544 จำนวน 1,366 คน  และกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เป็นรายคณะวิชาตามสัดส่วนของประชากรโดยแยกประชากรออกเป็น 4 คณะวิชาคือ คณะวิชาออกแบบ  คณะวิชาวิจิตรศิลป์ คณะวิชาหัตถกรรม  และคณะวิชาศิลปประจำชาติ  จำนวน  310 คน  แล้วนำมาในแต่ละชั้นภูมิ (Stratum)  ไปทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากประชากรในแต่ละชั้นภูมิ   โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  ที่เกี่ยวกับความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย   ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) แบบมาตราส่วนประเมินค่าแบบรวม (Summated Rating Scale)  โดยแบ่งระดับความคิดเห็นของผู้ตอบที่มีต่อเนื้อหาของแต่ละข้อออกเป็น 5 ระดับ  นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาคุณภาพ  หาความเที่ยงตรงของเนื้อหา  ความเหมาะสม  ความชัดเจน  ความถูกต้องในการใช้ภาษา  รูปแบบของแบบสอบถาม  และความสมบูรณ์ของคำชี้แจง   นำแบบสอบถามไปทำการทดลองใช้ (Try out) เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นกับนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน 30 คน  ได้ค่าระดับความเชื่อมั่น .87   ขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ 1) ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามตอนที่ 1 เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามทำการวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ 2) ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามตอนที่ 2 และตอนที่ 3 เกี่ยวกับความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย  3) ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นนักศึกษารอบเช้าและรอบบ่าย  โดยแยกเป็นรายด้านใช้ค่าสถิติทดสอบ t–test  4) ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นนักศึกษาแยกคณะวิชา แยกเป็นรายด้าน  ใช้ค่าสถิติ F-test  5) ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามปลายเปิด  ทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่เกี่ยวกับความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกระบวนการเรียนการสอน มาเรียงลำดับความคิดเห็นจากมากไปหาน้อย

 

ผลการวิจัย

 

1.      ความคิดเห็นและความต้องการของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  ต่อรูปแบบการเรียนการสอนวิชา

พื้นฐานอารยธรรมไทย มีความคิดเห็นและความต้องการในระดับมาก    และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า  1)  ด้านเนื้อหา  นักศึกษามีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก   2) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน นักศึกษามีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอน นักศึกษามีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก   4) ด้านการวัดผลประเมินผล  นักศึกษามีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก 5) ด้านความต้องการรูปแบบการเรียนการสอน นักศึกษามีความคิดเห็นและมีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก   โดยเมื่อพิจารณาเป็นรูปแบบการสอน พบว่า รูปแบบการสอนที่มีความต้องการในระดับมาก คือการสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลางและการสอนแบบยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ส่วนความต้องการต่อรูปแบบการสอนในระดับปานกลาง คือ การสอนแบบเรียนด้วยตนเอง   และเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายข้อ  พบว่า  นักศึกษามีความต้องการรูปแบบการเรียนการสอนในระดับมากคือ  วิธีการสอนแบบบรรยาย  วิธีการสอนแบรอบรู้  วิธีการสอนแบบต้นแบบประวัติศาสตร์  วิธีการสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง  วิธีการสอนแบบอภิปราย  วิธีการสอนแบบสาธิต   และวิธีการสอนแบบแก้ปัญหา  ตามลำดับ

            2  เปรียบเทียบความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ของนักศึกษาเพศหญิงและนักศึกษาเพศชาย พบว่า มีความคิดเห็นและความต้องการโดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความคิดเห็น ด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอนและความต้องการด้านรูปแบบการเรียนการสอน แตกต่างกัน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

            3  เปรียบเทียบความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย ของต่างคณะวิชากัน  พบว่า  โดยรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน   เมื่อแยกเป็นคณะวิชาและรายด้าน พบว่า 1) นักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ มีความคิดเห็นด้านเนื้อหาแตกต่างจากนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ และคณะหัตถกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  2) นักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ มีความคิดเห็นด้านกิจกรรมการเรียนการสอน แตกต่างจากนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ คณะวิชาวิจิตรศิลป์ และคณะวิชาหัตถกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   3) นักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ  มีความคิดเห็นด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอน แตกต่างจากนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ คณะวิชาวิจิตรศิลป์ และคณะวิชาหัตถกรรม  และนักศึกษาคณะวิชาวิจิตรศิลป์ มีความคิดเห็นด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอน แตกต่างจากนักศึกษาคณะวิชาหัตถกรรมและนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   4) นักศึกษาคณะวิชาวิจิตรศิลป์ มีความคิดเห็นด้านการวัดผลประเมินผล แตกต่างจากนักศึกษาคณะวิชาออกแบบ   นักศึกษาคณะวิชาหัตถกรรมและนักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  5) ด้านความต้องการรูปแบบการเรียนการสอนไม่พบความแตกต่าง  6) นักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มีความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทย โดยรวมแตกต่างจากนักศึกษาคณะวิชาหัตถกรรม  และนักศึกษาคณะวิชาศิลปประจำชาติ  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 

ตารางที่  1   แสดงค่าเฉลี่ยระดับความต้องการต่อรูปแบบการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรมไทยของนักศึกษา

     ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง

 

 

รูปแบบการเรียนการสอน

 

`X

 

S.D.

1.  การสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลาง

3.78

.59

1.1  วิธีสอนแบบบรรยาย

3.95

.71

1.2  วิธีสอนแบบสาธิต

3.60

.76

2.  การสอนแบบยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

3.50

.59

2.1  วิธีสอนแบบอภิปราย

3.64

.72

2.2  วิธีสอนแบบต้นแบบประวัติศาสตร์

3.65

.73

2.3  วิธีสอนแบบแก้ปัญหา

3.60

1.00

2.4  วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน

3.40

.92

2.5  วิธีสอนแบบศูนย์การเรียน

3.49

.83

2.6  วิธีสอนแบบหน่วย

3.43

.79

2.7  วิธีสอนแบบโครงการ

3.40

.86

2.8  วิธีสอนแบบอุปมาน

3.39

.82

2.9  วิธีสอนแบบอนุมาน

336

.75

2.10  วิธีสอนแบบคณะ

3.60

1.16

2.11  วิธีสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง

3.65

.80

2.12  วิธีสอนแบบสถานการณ์จำลอง

3.37

.92

2.13  วิธีสอนแบบซินดิเคท

3.44

.86

2.14  วิธีสอนแบบฮาร์บาร์ต

3.36

.92

2.15  วิธีสอนแบบรอบรู้

3.67

.81

3.  การสอนแบบเรียนด้วยตนเอง

3.45

.87

3.1  วิธีสอนแบบบทเรียนโปรแกรม

3.45

.87

 

ตารางที่  2   แสดงค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นและความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานอารยธรรม

    ไทย  แยกเป็นรายด้าน  ของนักศึกษา   สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง

 

 

ข้อความ

 

`X

 

S.D.

1.  ด้านเนื้อหาวิชา

3.62

.49

2.  ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

3.71

.51

3.  ด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอน

3.99

.50

4.  ด้านการวัดผลประเมินผล

3.87

.64

5.  ความต้องการต่อกระบวนการเรียนการสอน

3.52

.56

รวม

3.74

.41

 

ตารางที่ 3  เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความคิดและความต้องการกระบวนการเรียนการสอน วิชาพื้นฐานอารยธรรม

                  ไทย  ของนักศึกษาเพศชายและเพศหญิง  จำแนกเป็นรายด้านและโดยรวม  

                    

 

คุณลักษณะ

เพศชาย (n=194)

เพศหญิง (n=116)

 

t

 

P

 

`X

 

S.D.

 

`X

 

S.D.

1.  ด้านเนื้อหาวิชา

3.66**

.53

3.55

.41

1.945

.053

2.  ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

3.74**

.50

3.67**

.52

1.178

.240

3.  ด้านคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอน

4.04**

.47

3.91**

.53

2.374

.018*

4.  ด้านการวัดผลประเมินผล

3.91**

.68

3.79**

.57

1.542

.124

5.  ความต้องการด้านรูปแบบการเรียนการสอน

3.61**

.55

3.38

.54

3.663

.000*

โดยรวม

3.79**

.42

3.66**

.37

2.802

.005*

*  หมายถึง   มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

**  หมายถึง  มีความคิดเห็นและความต้องการอยู่ในระดับมาก   คือ  ระหว่าง  3.56 - 4.55

 

สรุปผลและข้อเสนอแนะ

 

ผลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรที่จะได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับธรรมชาติหรือลักษณะของสาขาวิชาของผู้เรียน  โดยจัดในลักษณะที่สอดคล้องหรือสัมพันธ์  เกี่ยวเนื่อง หรือเกื้อกับสาขาวิชาที่ผู้เรียนเรียนอยู่ในสาขานั้นๆ  แต่มิใช่มีลักษณะที่ซ้ำซ้อน เช่น ผู้เรียนในสายศิลปะ  โดยเนื้อหาในวิชาพื้นฐานอารยธรรมจะมีความซ้ำซ้อนกับวิชาต่างๆ ในวิชาประวัติและแบบอย่างศิลป์   วิชาศิลปประจำชาติ และวิชาภาษาไทย ฯลฯ  ดังนั้น  จึงน่าจะมีการจัดทำหลักสูตรที่มีลักษณะที่หลากหลาย  โดยควรยินยอมให้ผู้สอนสามารถบริหารและจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสำคัญ  มิใช่ว่าเนื้อหาหลักสูตรเป็นอย่างไร  ก็จะต้องให้ผู้สอนปฏิบัติให้ครบหรือตรงตามเนื้อหาทั้งหมดเหล่านั้น ตามระบบการจัดการประกันคุณภาพ ISO ที่ให้ผู้สอนต้องเดินตามบันไดทางขึ้นและทางลง หรือ One best way ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย  เพราะแนวคิด เงื่อนไข มุมมอง การวิเคราะห์ กระบวนการจัดการ และการค้นพบในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีใหม่ ฯลฯ ได้รับการพิสูจน์และเกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอๆ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เนื้อหาและรายละเอียดในการจัดการเรียนการสอนวิชาพื้นฐานอารยธรรม จึงควรให้โอกาสหรือสามารถจัดการบริหารทางวิชาการโดยผู้สอนตามความเป็นจริง ที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมตามสภาพความเป็นจริง ตลอดจนให้เกิดความสัมพันธ์กับท้องถิ่นและภูมิปัญญาในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศเป็นสำคัญ   เนื่องจากแนวทางของแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 24 ที่ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้  โดยให้สถานศ