การศึกษาปัจจัยประกอบการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อใน

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง

ในทัศนะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1  ประจำปีการศึกษา 2546

A Factor Analysis of First Year Students’ Decision Making for Enrollment to Rajamangala Institute of Technology Poh-Chang Art Campus in Academic Year 2003

 

นางสาวดวงพร  หุตะจูฑะ  นางสาวกัลยา  นามสงวน นายอภิศักดิ์  วัฒิวรรณผล1

Miss Duangporn Hutajuta   Miss Kulaya  Namsanguan   Mr. Apisak  Wattiwanpol

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  การศึกษาปัจจัยประกอบการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ในทัศนะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เข้าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2546 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง จำนวน 659 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 7 ระดับ  จำนวน 38 ข้อ สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test การสกัดองค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis : PCA) และการหมุนแกนปัจจัย (Factor Rotation) แบบมุมฉาก (Orthogonal Rotation)  ด้วยวิธีอีโคว์แมกซ์ (Equamax)  โดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01  ผลการวิจัยพบว่า

1.  กลุ่มตัวอย่างมีเหตุผลที่เลือกเข้าศึกษาต่อที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง  คือ 1) ต้องการทำงานเกี่ยวกับวิชาทางด้านศิลปะ  2) มีสาขาวิชาที่ตรงกับความรู้ความสามารถ  และ 3) เป็นสถาบันการศึกษาที่มีสาขาวิชาที่น่าสนใจ และตัดสินใจเลือกเรียนโดยเหตุผล 1) พิจารณาจากหลักสูตรและวิชาเอก 2) พิจารณาจากภาพลักษณ์ของสถาบัน 3) ระบบการเรียนการสอน  ตลอดจนก่อนและหลังการเลือกสมัครสอบเข้าศึกษาต่อ 1) ไม่เคยสมัครสอบเรียนในสถาบันการศึกษาอื่นๆ นอกเหนือจากวิทยาเขตเพาะช่าง (สมัครสอบเข้าเพียงที่เดียว) 2) เคยสมัครสอบเรียนต่อในสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยหรือการสอบ Entrance 3) เคยสมัครเข้าเรียนหรือสอบเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาเดิมที่จบการศึกษามา 

2.  กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง  มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี   และมีเหตุผลเป็นรายข้อที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก  โดยเรียง 3 อันดับแรก คือ 1) เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงทางด้านศิลปะมานาน   2) คณาจารย์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านศิลปะ  3) เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป 

3.  นักศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง

โดยรวมแตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน คือ 1) เป็นสถาบันที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป 2) ผู้ที่จบการศึกษาไปเป็นที่ยอมรับของสังคม 3) มีกิจกรรมด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อ 4) มีหลักสูตรการสอนที่สามารถจบการศึกษาได้เร็ว (ปวส.) และสามารถออกไปประกอบอาชีพได้รวดเร็ว  5) มีสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย  6) มีเทคนิค  วิธีการและแนวการสอนที่ทันสมัย  7) คณาจารย์สร้างผลงาน  ความสามารถและสร้างชื่อเสียงทางด้านศิลปะ

     4.  กลุ่มตัวอย่างที่สำเร็จการศึกษาในระดับประโยควิชาชีพ (ปวช.)  จากสถาบันการศึกษาของรัฐบาลและเอกชน มีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกเรียนที่ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง โดยรวมแตกต่างกัน ไม่เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีความคิดเห็นที่ไม่แตกต่างกัน คือ 1) มีหลักสูตรการสอนที่ทันสมัย  2) มีหลักสูตรการสอนที่สามารถจบการศึกษาได้เร็ว (ปวส.) และสามารถออกไปประกอบอาชีพได้รวดเร็ว 3) มีเอกสารและตำราที่ดีและได้มาตรฐาน  4)  มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย  5)  มีโอกาสที่สำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร   

     5.  การวิเคราะห์ตัวประกอบโดยการสกัดตัวประกอบด้วยวิธีองค์ประกอบหลัก และหมุนแกนปัจจัยแบบมุมฉากด้วยวิธีอีโคว์แมกซ์  ได้ตัวแปรประกอบ จำนวน 8 ตัวประกอบ โดยเรียงลำดับตามค่าผลรวมความแปรปรวนร่วมจากมากไปหาน้อย คือ  1) ตัวประกอบด้านการจัดการเรียนการสอน  2) ตัวประกอบด้านหลักสูตรการสอน  3) ตัวประกอบด้านภาพลักษณ์ของสถาบัน  4) ตัวประกอบด้านสาขาวิชา 5) ตัวประกอบด้านชื่อเสียงทางด้านศิลปะ  6) ตัวประกอบด้านการประชาสัมพันธ์และแนะแนว  7) ตัวประกอบด้านทำเลที่ตั้ง  8) ตัวประกอบด้านคุณภาพการจัดการศึกษา ตามลำดับ  ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการทำนายได้คือ

Y          =   0.985(Teaching) + 0.992( Curriculum) + 0.791(Image) + 0.985(Department) +

     0.864( Well – known) + 0.998(Public relations) + 0.605(Location) + 0.865(Quality)

 

คำสำคัญ : ปัจจัยประกอบการตัดสินใจ

ABSTRACT

 

The objective of this study was to investigate the factors of first year students’ decision making for enrolling to Rajamangala Institute of Poh-Chang Art Campus in academic year 2003. The total of 659 students of Poh-Chang Art Campus in academic year 2003. The seven-scaled questionnaire was designed for data collection.  Statistics used for data analysis were percentage, Mean, t-test, F-test, Principal Component Analysis (PCA), Factor Rotation, Orthogonal Rotation with Equamax at the 0.05 and 0.01 level of significance. The findings were:

1.   The reasons that informants used to make a decision for enrolling at Poh-Chang Campus were 1) they want to work in the field of arts, 2) there are many sections that suitable for their abilities and 3) there are many interesting majors.  Moreover, the factors that informants used to make a decision to study at Poh-Chang Campus were 1) curriculums and majors, 2) image of Poh-Chang and 3) system of teaching and learning.  Finally, the reasons that informants used to make a decision before and after studying at Poh-Chang Campus were 1) they applied for studying only at Poh-Chang, 2) they used to do Entrance Examination and they used to applied for studying at their former schools.

2.   The opinions of the informants about factors that effect the decision to enroll at Poh-Chang Campus were

‘good’ level and it was in ‘good’ level for each reason.  They were 1) Poh-Chang Campus is the old and famous art school in Thailand, 2) all teachers in Poh-Chang Campus art experts on arts and 3) Poh-Chang Campus is the famous and accepted arts and crafts college from many people in Thailand.

3.   Male and female informants had different opinions about making the decision.  It was not in accordance with the hypothesis.  However, it was found that there were seven similar opinions.  They were 1) Poh-Chang Campus is the famous and accepted arts and crafts college from many people in Thailand, 2) all Poh-Chang Campus alumnus are accepted in Thai society, 3) there are many useful activities, 4) according to diploma curriculum, students can graduate and go to work quickly, 5) there are many modern materials and medium, 6) there are modern teaching techniques and 7) all teachers are experts and famous on arts.

4.   The informants who graduated from state and private school had the different opinions.  It was not in

accordance with the hypothesis.  However, it was found that there were five similar opinions.  They were 1) there are modern curriculums, 2) according to diploma curriculum, students can graduate and go to work quickly, 3) there are standard documents and text books, 4) there are many modern materials and medium and 5) there is an opportunity to graduate in two year.

5.   In Principal Component Analysis (PCA) and Orthogonal Rotation with Equamax, there are eight factors : 1) teaching and studying, 2) curriculum, 3) image of Poh-Chang, 4) majors, 5) fame on arts, 6) public relation and counseling, 7) location and 8) quality of teaching respectively which is used the following equation:

Y          =   0.985(Teaching) + 0.992( Curriculum) + 0.791(Image) + 0.985(Department) +

     0.864( Well – known) + 0.998(Public relations) + 0.605(Location) + 0.865(Quality)

 

Key words : Factor Analysis , Decision Making

 

บทนำ

 

จากที่ประชุมกรรมการบริหาร  และคณะกรรมการตรวจติดตามผลการดำเนินการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง  ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องการศึกษาปัจจัยประกอบในการตัดสินใจของนักศึกษาในการเลือกสมัครสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ในทัศนะของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่กำลังจะเลื่อนชั้นขึ้นปีที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2545-46 (ประวิตร  โหรา และคณะ. 2546) ว่า น่าจะมีการทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยประกอบในการตัดสินใจของนักศึกษา ในการเลือกสมัครสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง  ในทัศนะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เข้าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2546

เพื่อความสอดคล้องต่อข้อเสนอแนะของกรรมการบริหารและคณะกรรมการติดตามผลการศึกษาวิจัย  เพื่อให้สามารถทราบถึงความคิดเห็นและเหตุผลที่เป็นจริง  ในการตัดสินใจเลือกสมัครเข้าศึกษาต่อของนักศึกษา เพื่อนำไปสู่แนวทางและความสามารถในการกำหนดนโยบาย  การวางแผน  การกำหนดกลยุทธ์ในเชิงรุก  การประชาสัมพันธ์ที่ถูกเป้าหมายและได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันได้เป็นอย่างดี สามารถจัดการศึกษาด้านศิลปกรรมที่เป็นภารกิจหลักของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ให้ได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้สมัครสอบ ลอดจนเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์  และแสวงหาความเป็นจริงในจุดเด่น หรือความได้เปรียบที่เป็นประเด็นที่สำคัญของการตัดสินใจเลือก หรือมีเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง คณะผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ประกอบการตัดสินใจเลือกสมัครสอบเข้าศึกษาต่อของนักศึกษาว่ มีเหตุผลหรือปัจจัยประกอบอะไร  ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน  และมีแรงจูงใจให้นักศึกษาตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เข้าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2546 โดยมีอาจารย์ประวิตร  โหรา เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย   ซึ่งวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยประกอบในการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง  ของนักศึกษา  2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง ของนักศึกษา   และสมมติฐานการวิจัยคือ 1) นักศึกษาต่างเพศกันมีความคิดเห็นต่อปัจจัยประกอบในการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่างไม่แตกต่างกัน   2) นักศึกษาจบการศึกษาในระดับประโยควิชาชีพ (ปวช.) จากสถาบันการศึกษาของรัฐบาลและเอกชนมีความคิดเห็นต่อปัจจัยประกอบในการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่างไม่แตกต่างกัน

 

วิธีการวิจัย

 

คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดย  ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักศึกษา ชั้นปี 1 ที่เข้าใหม่  ของทุกคณะวิชา สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง  ประจำปีการศึกษา 2546  และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ที่ทำการสุ่มตัวอย่างแบบ Multi Stage  ซึ่งในทางทฤษฎีจะต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 20 เท่าของจำนวนข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณ   แต่เนื่องจากจำนวนนักศึกษามีจำนวนไม่เพียงพอตามทฤษฎี จึงใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากนักศึกษาจำนวนทั้งหมด โดยขั้นตอนและระเบียบวิธีในการศึกษาวิจัย  กระทำโดยนำแบบสอบถามของงานวิจัยของ  ประวิตร  โหรา  และคณะ (2546)  มาใช้เพื่อการศึกษาวิจัย  ซึ่งแบบวัดที่ใช้เป็นแบบวัดที่วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ของข้อคำถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 7 ระดับ หาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) คิดเป็นรายข้อ แล้วนำค่าเฉลี่ยที่ได้มาตัดสินใจตามเกณฑ์ประเมินค่า และในการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดย 1) ดำเนินการเก็บข้อมูล ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมาทุกฉบับ  เพื่อคัดเลือกฉบับที่สมบูรณ์ และถูกต้องจากแบบสอบถามที่ได้กลับคืน2) นำจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับกลับคืนมาไปทดสอบค่าความเหมาะสมของข้อมูล (Kaiser–Meyer–Olkin Measure of Sampling Adequacy : KMO) เพื่อหาค่าความเหมาะสมของข้อมูล 3) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัย ซึ่งมีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าร้อยละสำหรับการสรุปผลข้อมูลทั่วไปที่เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีทัศนะต่อความคิดเห็นต่างๆ ใช้วิธีการวิเคราะห์ผลด้วยวิธีการจำแนกหรือแจกแจงความถี่แบบ Multiple Response เพื่อการจัดอันดับ(สำหรับตัวแปรที่มีค่าได้หลายลักษณะ) ใช้สถิติในการวิจัยคือ  ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และหาค่า t-test  ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบตามสมมติฐานงานวิจัย   การวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ทดสอบค่าความเหมาะสมของข้อมูล (Kaiser–Meyer–Olkin Measure of Sampling Adequacy : KMO) เพื่อหาค่าความเหมาะสมของข้อมูล คำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัวแปร ด้วยสูตรของเพียร์สันโปรดักโมเมนต์ (Pearson‘s Product Moment Correlation Coefficient) ในรูปเมตริกซ์สัมพันธ์ พร้อมทั้งทดสอบนัยสำคัญของเมตริกซ์สหสัมพันธ์ นำตัวแปรที่มีสหสัมพันธ์กับตัวแปรอื่นอย่างมีนัยสำคัญไปสกัดตัวประกอบ (Factor Extraction)  ซึ่งได้สกัดด้วยวิธีองค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis : PCA)  และวิธีความเป็นไปได้สูงสุด (Maximum Likelihood Method : ML) พื่อเทียบผลทั้งสองวิธี   หมุนแกนปัจจัย (Factor Rotation) แบบมุมฉาก (Orthogonal Rotation) ด้วยวิธีอีโคว์มกซ์ (Equamax) ซึ่งพิจารณาตัวประกอบตามเกณฑ์ คือตัวประกอบที่สำคัญนั้นต้องมีค่า Eigen Values มากกว่าหรือเท่ากับ 1.0 และมีตัวแปรที่อธิบายตัวประกอบนั้นๆ ตั้งแต่ 3 ตัวแปรขึ้นไป  และนำผลการวิเคราะห์ตัวประกอบไปแปลผลและกำหนดชื่อให้กับกลุ่มตัวแปรใหม่ 4) การสรุปผลข้อมูลสำหรับแบบสอบถามปลายเปิด โดยใช้วิธีการวิเคราะห์และรวบรวมโดยการหาค่าความถี่  และค่าร้อยละ

 

ผลการวิจัย

 

จากการวิเคราะห์ตัวประกอบโดยการสกัดตัวประกอบด้วยวิธีองค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis : PCA)   และหมุนแกนปัจจัย (Factor  Rotation)  แบบมุมฉาก (Orthogonal Rotation) ด้วยวิธีอีโคว์แมกซ์ (Equamax) ได้ตัวแปร 8 ตัวแปร   เรียงลำดับตามค่าผลรวมความแปร ปรวนร่วมจากมากไปหาน้อย คือ 1) ตัวประกอบด้านการจัดการเรียนการสอน  2) ตัวประกอบด้านหลักสูตรการสอน 3) ตัวประกอบด้านภาพลักษณ์ของสถาบัน 4) ตัวประกอบด้านสาขาวิชา 5) ตัวประกอบด้านชื่อเสียงทางด้านศิลปะ 6) ตัวประกอบด้านการประชาสัมพันธ์และแนะแนว 7) ตัวประกอบด้านทำเลที่ตั้ง และ  8) ตัวประกอบด้านทัศนคติต่อตัวบุคคล

 

รูปที่ 1 แสดงค่า Factor Loading ของแต่ละตัวแปร

 

จากการนำค่าสัมประสิทธิ์คะแนนตัวประกอบที่ได้จากการวิเคราะห์      และสร้างเป็นสมการตัวประกอบมาตรฐาน 8 ตัวแปร  ดังสมการดังต่อไปนี้

1.  ส่วนประกอบด้านการจัดการเรียนการสอน

Teaching  =  0.299(K23) + 0.286(K24) + 0.254(K22) + 0.181(K41) + 0.185(K34) +

    0.195(K21)

2.  ส่วนประกอบด้านหลักสูตรการสอน

Curriculum =  0.307(K36) + 0.291(K32) + 0.286(K33) + 0.238(K37) + 0.255(K35) +

    0.171(K38)

3.  ส่วนประกอบด้านภาพลักษณ์ของสถาบัน

Image      =  0.289(K14) + 0.317(K17) + 0.273(K15) + 0.264(K16) + 0.299(K18) +

                0.227(K13)

4.  ส่วนประกอบด้านสาขาวิชา

Department            =  0.389(K30) + 0.334(K25) + 0.316(K29) + 0.302(K26)

5.  ส่วนประกอบด้านชื่อเสียงของสถาบัน

Well - known           =  0.357(K43) + 0.288(K42) + 0.193(K20)

6.  ส่วนประกอบด้านการประชาสัมพันธ์และแนะแนว

Public relations  =  0.334(K46) + 0.361(K45) + 0.341(K48) + 0.215(K44) + 0.201(K47)

7.  ส่วนประกอบด้านทำเลที่ตั้ง

Location      =  0.421(K21) + 0.396(K12) + 0.360(K10)

8.  ส่วนประกอบด้านคุณภาพการจัดการศึกษา

Quality         =  0.491(K40)+0.25(K19)

         

ดังนั้น เมื่อนำมาสร้างสมการพยากรณ์เกี่ยวกับสมรรถภาพด้านความรู้   สำหรับนำไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้รวม  อยู่ในรูปสมการดังนี้

            Y          =  0.985(Teaching)  + 0.992( Curriculum) + 0.791(Image) + 0.985(Department) + 0.864( Well – known) + 0.998(Public relations)

    + 0.605(Location) + 0.865(Quality)

เมื่อ

Y          =  ค่าประมาณพยากรณ์เกี่ยวกับปัจจัยประกอบในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขต

    เพาะช่าง

 

สรุปผลและข้อเสนอแนะ

 

จากการศึกษาปัจจัยประกอบการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่างของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เข้าใหม่  ประจำปีการศึกษา 2546  พบว่า  ปัจจัยประกอบการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง คือ 1) ตัวประกอบด้านการจัดการเรียนการสอน  2) ตัวประกอบด้านหลักสูตรการสอน 3) ตัวประกอบด้านภาพลักษณ์ของสถาบัน 4) ตัวประกอบด้านสาขาวิชา 5) ตัวประกอบด้านชื่อเสียงทางด้านศิลปะ 6) ตัวประกอบด้านการประชาสัมพันธ์และแนะแนว 7) ตัวประกอบด้านทำเลที่ตั้ง 8) ตัวประกอบด้านคุณภาพการจัดการศึกษา  ตามลำดับ   ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยที่มีความต่อเนื่องหรือเพื่อเป็นการสอบทานงานวิจัยของ ประวิตร  โหรา  และคณะ (2546)  ดังนั้น จึงอาจชี้ให้เห็นได้ว่า  ปัจจัยด้านต่างๆ เหล่านี้ เป็นจุดเด่นหรือความได้เปรียบของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตเพาะช่าง  โดยพบว่า จำนวนนักศึกษาที่จบจากสถาบันการศึกษาของรัฐบาล (กรมอาชีวศึกษา)  และนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดจะเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่างเป็นจำนวนหรือสัดส่วนที่มากกว่านักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร  และนักศึกษาที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาของเอกชน  ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ประวิตร  โหรา และคณะ (2546)  ซึ่งอาจชี้ให้เห็นได้ว่า  มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการแนะแนวและการประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไปยังสถาบันการศึกษาของรัฐบาล (กรมอาชีวศึกษา) ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด   และที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศให้เป็นประจำและอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งนี้เพราะ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  และการจัดระบบการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาใหม่ จะทำให้สถาบันการศึกษา  ของกรมอาชีวศึกษา  มีบทบาทและอำนาจในการบริหารและจัดการศึกษาได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น  ที่อาจเป็นไปได้อย่างมากว่า  1)  แนวทางในการจัดการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา คือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่สูงกว่าระดับประโยควิชาชีพ (ปวช.) จะอยู่ในความดูแลของกรมอาชีวศึกษามากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้นักศึกษาเลือกที่จะศึกษาในสถาบันการศึกษาเดิม (กรมอาชีวศึกษา)  เพราะมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานศึกษาเดิมที่จบการศึกษาในระดับประโยควิชาชีพ (ปวช.) 2) แนวคิดการให้ความสำคัญของ  “ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล “ ตามนโยบายของรัฐบาลและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะส่งผลให้แนวทางในการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาในส่วนท้องถิ่น หรือในต่างจังหวัด  ที่เน้นและให้ความสำคัญต่อการพัฒนางาน “ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล “  หรืองานศิลปหัตถกรรมที่มีอยู่ในส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ   ซึ่งแนวคิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษามากขึ้น  และได้รับการส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาทำให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนเป็นการสร้างงานให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น  ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจะไม่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพและความสามารถจากแหล่งการศึกษาแห่งอื่นๆ เพราะมีงานรองรับอยู่ในส่วนท้องถิ่น และมีหลักสูตรหรือการจัดการศึกษาที่ทำให้สามารถจบการศึกษาแล้วสามารถหางานทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูง (ค่าอาหาร และค่าที่พัก   ซึ่งในเขตกรุงเทพมหานครหรือในเมืองใหญ่นั้น จะมีค่าครองชีพที่สูงกว่า) สำหรับการเดินทางไปศึกษาในที่ไกลๆ (กรุงเทพฯ) 3) แนวคิดการจัดการศึกษาแบบการแบ่งเขตการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (University Mapping) ซึ่งอาจจะทำให้นักศึกษาเกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นน้อยลง หรือเลือกศึกษาอยู่ในเขตภูมิลำเนาหรือท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น ทั้งนี้เพราะไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายถิ่นมาศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร  นักศึกษาสามารถสำเร็จหรือจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นนั้นๆ ได้ ซึ่งสัมพันธ์หรือสอดคล้องกับแนวคิดของ ธีรยุทธ  บุญมี (2536)  ที่กล่าวว่า  โลกาภิวัตน์ (Globalization) จะทำให้ภาคเศรษฐกิจมีฐานะเป็นภาคนำ (Leader Sector) และสังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คือชนชั้นกลางจะขยายตัวมากขึ้น  อิทธิพลอุดมการณ์เสรีนิยมของชนชั้นกลางจะกระจายไปสู่ชนชั้นอื่น ทำให้สังคมไทยปรับทิศทางมองปัญหาจากมองเข้ามาข้างใน (Inward-oriented) เป็นการหันมองออกข้างนอก (Outward-oriented) เพื่อประโยชน์ในการลงทุนค้าขาย  โดยวัฒนธรรมไทยจะเปิดกว้างมากขึ้น และมีแนวคิดเป็นสากลแบบ " ประชาชาตินิยม (Internationalism) " ยิ่งขึ้น มีการเคลื่อนตัวทางสังคมหรือการยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนถิ่นที่อยู่ได้ง่าย และความคิดแบบ " ปัจเจกชนนิยม " จะแพร่ขยายเติบโต  สังคมจะเปลี่ยนผ่านจากสังคมปิดมาเป็นสังคมเปิด (Open Society)  จากคนไทยที่มีความคิดอนุรักษ์มาเป็นความคิดที่เปิดกว้างมากขึ้น จากความคิดชาตินิยมคับแคบปรับมารับความคิดสากลและภูมิภาคนิยม (Regionalism) มากขึ้น  จากความคิดรวมศูนย์ (Centralization) มาเป็นความคิดที่กระจายศูนย์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดความเป็นหมู่บ้านโลก (Global Village)  ที่มีการเชื่อมโยงใกล้ชิดกันของประเทศต่างๆ ในโลก จนเปรียบเสมือนกับอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน มีการแต่งกาย วัฒนธรรมการครองชีพ ค่านิยม ความเชื่อที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น อันเนื่องมากจากวิวัฒนาการด้านโทรคมนาคมที่ทำให้โลกแคบลง เกิดปรากฏการณ์  " ความตายของระยะทาง (Death of Distance) "  และเป็นฐานสู่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่พึ่งพาเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นเครื่องมือ (วีรกร  ตรีเศศ. 2543 : 24) และแนวคิดของ Zdravko  Mlinar (1992 : 30-59)  ที่กล่าวว่า โลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดกระบวนการปัจเจก  ที่เป็นกระบวนการเพิ่มความหลากหลายของเวลาและระยะทาง (as an Increase in the Diversity of the Time-space Paths) ในสมัยใหม่  โดยเวลาและระยะทางเป็นอุปสรรคต่อคนน้อยลง  คนเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้หลายช่องทางที่สะดวก รวดเร็วขึ้น  เส้นทางชีวิต (Life Path) ของมนุษย์จึงกว้างขึ้น เป็นลักษณะเด่นของยุคหลังสมัยใหม่หรือสมัยหลังอุตสาหกรรม (Postmodernism or Postmodernism)  กลุ่มคนต่างๆ จึงต้องเร่งรีบปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง  ขณะที่คนปรับตัวได้ไม่เท่ากันจะมีความสามารถแตกต่างกันเป็นอย่างมาก  แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ปรับตัวตามได้แล้ว   คนก็จะมีแบบอย่างเดียวกันตามกระแสโลก  เป็นการเพิ่มการควบคุมสิ่งแวดล้อมภายนอก  และลดการรุกล้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก (as an Increasing Control and Decrease of Random Intrusions form the External Environments) คนเริ่มมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก พยายามสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบุคคลและกลุ่มขึ้น เพื่อเอาชนะแรงบีบบังคับจากสิ่งแวดล้อม    ที่ไม่ได้หมายความว่า  จะใช้วิธีการแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อม  แต่เป็นการเลือกสรร (Selectivity) ที่หมายถึงการตอบโต้ต่อสิ่งแวดล้อมตามกลไกของการคุ้มครองตัวเอง (Protective Mechanisms) นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มความจริงแท้ที่เกี่ยวกับเอกลักษณ์ (as an Increased Authenticity of the Identity)  ซึ่งสิ่งที่กำหนดเอกลักษณ์ ก็คือความเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อม  กล่าวคือ ถ้าหากมีคนกลางแสดงออกแทน คนจะมีเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตนน้อย แต่ถ้าคนมีความแตกต่างกันมาก เอกลักษณ์เป็นเรื่องของแต่ละคนไป ไม่อาจหาเอกลักษณ์ร่วมมาทดแทนได้ มีได้ทั้งเอกลักษณ์ของกลุ่มกับเอกลักษณ์ของบุคคล จะเป็นของกลุ่มมากกว่าบุคคล เช่น เมื่อรัฐขัดแย้งกับโลกภายนอก คนในรัฐจะมีความเหมือนกันมากขึ้น  ซึ่งเรียกว่าตกอยู่ในกล่องของเอกลักษณ์เดียวกัน (In Identity Boxes) โดยเอกลักษณ์ของกลุ่มจะขัดแย้งกับกระบวนการปัจเจก  เพราะกระบวนการปัจเจกจะเร่งให้คนแต่ละคน และทุกๆ คน ได้แสดงเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตนออกมาโดยตรง เอกลักษณ์ของกลุ่มไม่เพียงเป็นประเด็นทางด้านอุดมการณ์หรือการเมือง แต่ยังพัฒนาขึ้นมาเป็นกำแพงกีดกันที่กลุ่มตนให้ยึดมั่น  เห็นได้จากปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่ได้สร้างเอกลักษณ์ใหม่ๆ ของตนขึ้นมา  และสอดคล้องกับแนวคิดของ Rainodo  Strassoldo (1992 : 35-59) ที่กล่าวว่า โลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดกระบวนการท้องถิ่นนิยมในการพัฒนาเศรษฐกิจ (Localism in Economic Development) โดยการพัฒนาที่อาศัยทรัพยากรธรรมชาติ  โครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยทางการเมืองและสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ จึงมีแบบแผนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบเกาะแห่งเศรษฐกิจ (Economic Islands) ที่เน้นการค้ากับต่างประเทศหรือแบบที่เน้นแหล่งกำเนิดของผลผลิต หรือเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และเป็นอยู่ที่ค่อนข้างจะแตกต่างออกไป คือท้องถิ่นนิยมทางเศรษฐกิจแบบใหม่ (New Economic Localism) เน้นการพึ่งตนเอง (Self-reliance) การพัฒนาด้วยตนเองตัวเอง (Self-centered Development) และการพัฒนาชุมชน (Community Development)  ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17  เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการพัฒนาสำหรับประเทศโลกที่สาม  ที่เน้นการลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า โดยหันมาใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เต็มที่ เพื่อสนองตอบต่อความจำเป็นพื้นฐานและการพึ่งตนเอง 4) แนวคิดการประกันคุณภาพเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาในทุกระดับการศึกษามากขึ้น อา