การเมืองในชั้นเรียน (Politic in Classroom)
ประวิตร โหรา[1]
มีคำกล่าวว่า มนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วไม่มีใครหลีกหนีพ้นการเมือง
(Politic) และ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ
(Power) โดยที่ อำนาจ (Power)
เป็นเรื่องของนามธรรม (Abstract) ที่ไม่สามารถจับต้องได้
แต่มันเป็นสิ่งที่หอมหวานและเย้ายวนใจในจินตนาการ ที่ใครๆ
ก็ต้องการแสวงหาและอยากได้ครอบครอง ผู้ปกครองหรือผู้นำทั้งหลาย (Rulers
or Leaders) จึงต้องการและแสวงหามัน ด้วยวิธีการต่างๆ
เพื่อให้ได้มาและใช้มัน (Power) เพื่อการเมืองการปกครอง เพื่อการชี้นำ
และแสวงหาผลประโยชน์แก่ตน
ซึ่งถ้าผู้นำหรือชนชั้นปกครองมีธรรมอยู่ในจิตวิญญาณ
รัฐหรือองค์การนั้นก็จะดำรงค์อยู่ได้อย่างสงบสุขร่มเย็น
แต่ถ้าหากผู้นำหรือชนชั้นปกครองเป็นทุรชนอยู่ในจิตวิญญาณ
รัฐหรือองค์การนั้นก็จะดำรงค์อยู่อย่างทุกข์ยากลำบาก ก็จะถูกประนามและสาปแช่งจากอาณาประชาราษฎร์หรือผู้อยู่ภายใต้ปกครอง
อันเนื่องมาจากการแสวงหาผลประโยชน์และการเอารัดเอาเปรียบเพื่อตนเองและพวกพ้อง การปกครองในลักษณะนี้อาจเรียกได้อย่างง่ายๆ
เป็นการปกครองแบบเผด็จการ (Dictator) และเรียกผู้นำหรือชนชั้นปกครองเหล่านี้ว่า ทรราช
(Tyrant) ดังนั้น
ผู้นำหรือชนชั้นปกครองทั้งหลายที่แสวงหาอำนาจและใช้อำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องมีธรรมอยู่ในจิตวิญญาณ เพื่อการดำเนินการและจัดการกิจการต่างๆ
การจัดการศึกษาของไทยในปัจจุบัน (พ.ศ.2544) ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ทฤษฎีและแนวคิดของตะวันตกต่างๆ ถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยนักวิชาการที่มีความนิยมตะวันตก (Westernlism)
ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดและทฤษฎีทางจิตวิทยา
แนวคิดและทฤษฎีทางการศึกษา
แนวคิดและทฤษฎีทางการบริหารการจัดการ แนวคิดและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งแนวคิดและทฤษฎีเหล่านี้
เมื่อลองศึกษาในรายละเอียดต่างๆ จะพบว่า
เป็นแนวคิดและทฤษฎีที่มีทิศทางที่นำไปสู่การแสวงหาอำนาจเพื่อการปกครอง
และเพื่อเป็นการพัฒนาหรือการทำให้เป็นทันสมัยตามแนวคิด (Civilization)
ด้วยกันทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น การนำทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยาของ
ธอร์นไดค์ (Thorndike) ที่ทำการทดลองกับสุนัข มาใช้ในการจัดการศึกษาในชั้นเรียน
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า
มนุษย์เป็นผู้ปกครองหรือผู้บงการสุนัขให้เดินตามหรือทำกิจกรรมต่างๆ
ตามที่ต้องการ
โดยใช้อุบายหรือกลวิธีเป็นเงื่อนไข
ขณะเดียวกันก็นำไปสู่การพัฒนาของสุนัข ที่มักจะถูกกล่าวกันติดปากว่า ฉลาดหรือแสนรู้กว่าสุนัขตัวอื่น และเมื่อนำมาอนุมาน (Estimate)
ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน พบว่าครูหรืออาจารย์ผู้สอน (Teacher or
Instructor) คือผู้ปกครองหรือผู้บงการให้ผู้เรียนกระทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่ต้องการ โดยใช้อุบายหรือกลวิธีต่างๆ เป็นเงื่อนไข เช่น การว่ากล่าวตักเตือน
การทำโทษ
การให้คุณประโยชน์
การกล่าวชมเชย
และการให้คะแนน ฯลฯ มาเป็นสิ่งเร้า
ผลที่เกิดกับตัวผู้เรียนก็คือองค์ความรู้ต่างๆ
ที่ได้รับจากการกำหนดประสบการณ์การเรียนรู้จากครูหรืออาจารย์ผู้สอน (Teacher
or Instructor) ซึ่งนำไปสู่การทำให้เป็นทันสมัย
คือการเดินไปสู่การพัฒนาต่างๆ
ทางองค์ความรู้ที่ถูกยอมรับว่าเป็นสากลหรือนานาอารยประเทศ สามารถรู้และเท่าทันในสังคมโลก นำไปสู่การค้นคิดและการพัฒนาในสิ่งต่างๆ
![]()
![]()
![]()
![]()
ในแนวคิดหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการศึกษา กรอบความคิดที่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนหรือง่ายๆ
ก็คือการกำหนดแผนหรือการวางแผนจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนเดินไปสู่เป้าหมายต่างๆ เช่น สามารถออกไปประกอบอาชีพได้
สามารถไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปได้ หรือแม้แต่จบออกไปเพื่อเป็นพลเมืองดีของสังคมและประเทศชาติ อันได้แก่ การแผนการจัดการศึกษา
การกำหนดหลักสูตรและเนื้อหารายวิชา
การบริหารชั้นเรียน
การจัดการเรียนการสอน
การจัดบรรยากาศ ประสบการณ์ และความรู้ให้แก่ผู้เรียน การวัดและประเมินผล ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพ
เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
ครูหรืออาจารย์ผู้สอน (Teacher or Instructor) เป็นผู้มีอำนาจปกครอง
บงการหรือกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เรียนเดินตามไปในทิศทางที่ต้องการ
ซึ่งถึงแม้ว่า อำนาจปกครองหรือการบงการ จะถูกถ่ายทอดมาจากลำดับชั้นต่างๆ จากเบื้องบนก็ตาม
(อำนาจรัฐ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
กระทรวง, ทบวง, กรม
สถานศึกษา (ผู้บริหาร) ครูหรืออาจารย์ผู้สอน ผู้เรียน) ซึ่งแม้แต่แนวคิดที่กำลังเป็นที่ฮือฮาหรือยอดฮิตในขณะนี้ก็คือ Child Center หรือ Student
Center ที่กำหนดแนวคิดให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ประสบการณ์ในเนื้อหาวิชาความรู้ต่างๆ
มีเสรีภาพในการเลือกวิธีการเรียนได้ด้วยตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ
การกำหนดแนวคิดนี้มาจากอำนาจปกครองหรือการบงการ ที่ถูกถ่ายทอดมาจากลำดับชั้นต่างๆ
และสุดท้ายก็ยังคงอยู่ภายใต้บทบาทของครูหรืออาจารย์ผู้สอนอยู่อย่างเดิม โดยเขียนคำอธิบายใหม่ว่า ผู้ชี้แนะ
ผู้ให้คำปรึกษาในการเรียนรู้ประสบการณ์ ซึ่งเป้าประสงค์สุดท้ายก็คือ
นำไปสู่การทำให้เป็นทันสมัย
คือการเดินไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ
ทางองค์ความรู้ที่ถูกยอมรับว่าเป็นสากลหรือนานาอารยประเทศ
สามารถรู้และเท่าทันในสังคมโลก นำไปสู่การค้นคิดและการพัฒนาในสิ่งต่างๆ
แนวคิดและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
กรอบความคิดที่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนหรือง่ายๆ ก็คือ การกำหนดทิศทางหรือแนวคิดในการลงทุนในการจัดการศึกษา
ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดหรือประโยชน์สูงสุด
บนพื้นฐานของการลงทุนที่คุ้มทุนมากที่สุด ซึ่งในบางครั้งจะใช้กระบวนการผลิตวิธีใดๆ
ก็ได้หรือตามข้อบังคับจากเบื้องบน
เช่น
การนำหลักและวิธีการบริหารในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
มาใช้ในการควบคุมการผลิต การกำหนดแนวคิดเหล่านี้นี้ก็ยังคงมาจากอำนาจปกครองหรือการบงการที่ถูกถ่ายทอดมาตามลำดับชั้นต่างๆ
และสุดท้ายก็ยังคงอยู่ภายใต้บทบาทของครูหรืออาจารย์ผู้สอนอยู่อย่างเดิม
โดยกำหนดให้เป็นผู้ผลิตสินค้าให้ได้มากที่สุด มีคุณภาพให้ได้มากที่สุด
แนวคิดและทฤษฎีทางรัฐศาสตร์นั้น
กรอบความคิดแทบจะไม่ต้องอธิบายเลย เมื่อแนวคิดและทฤษฎีทางรัฐศาสตร์คือ การที่ผู้ปกครองหรือผู้นำทั้งหลาย (Rulers
or Leaders) ต้องการและแสวงหามัน ด้วยวิธีการต่างๆ
เพื่อให้ได้มาและใช้มัน (Power) เพื่อการเมืองการปกครอง เพื่อการชี้นำและแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง
และลำดับสุดท้ายของผู้ใช้อำนาจในชั้นเรียนก็คือ
ครูหรืออาจารย์ผู้สอน (Teacher or Instructor) ที่เป็นผู้เลือกสรรหรือหยิบเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้เรียน
สำหรับการใช้การเมืองหรืออำนาจปกครองในชั้นเรียนของครูอาจารย์ผู้สอนนั้น
สามารถวิเคราะห์การเลือกใช้อำนาจได้ดังนี้คือ 1) ครูอาจารย์ผู้สอนได้รับสถานภาพและบทบาททางการเมืองของสังคม ให้มีอำนาจในการปกครองชั้นเรียน
จนในบางครั้งถูกขนานนามว่า
มีบารมีที่สามารถข่มหรือบทบังตบะของผู้เรียนให้อยู่ในอำนาจการปกครอง 2) การกำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ ในชั้นเรียน ตลอดจนแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ฯลฯ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ กฎหมายที่ครูอาจารย์ผู้สอนกำหนดหรือตราออกมาบังคับใช้ เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติตาม 3) วิธีการบริหารการจัดการชั้นเรียน
อันได้แก่ กระบวนการหรือวิธีการในการปกครองชั้นเรียนด้วยวิเทโศบายต่างๆ เช่น
การนำแนวคิดแบบเผด็จการมาบังคับใช้ให้ผู้เรียนปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
เพื่อให้นำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารและการจัดการชั้นเรียน
ตลอดจนการเรียนรู้ประสบการณ์ของผู้เรียนที่ครูอาจารย์ผู้สอนกำหนด การนำแนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยมาใช้ในชั้นเรียน
เพื่อให้เกิดเสรีภาพในทางการปฏิบัติ
ความคิด
และจินตนาการของผู้เรียน
และเมื่อเสรีประชาธิปไตยเกิดการเบ่งบานอย่างสับสนวุ่นวาย
การไม่รู้จักในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ
การไม่รู้จักและรับรู้ในวินัยแห่งตน
การปกครองแบบเผด็จการก็จะถูกนำมาใช้ในการปกครองอีกครั้งหนึ่ง หรือในบางครั้งอาจจะนำการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบมาใช้
ตามความเหมาะสมของความคิดและสถานการณ์ที่ครูอาจารย์ผู้สอนจะประเมินว่าควรจะใช้แบบใด ซึ่งปัจจัยที่มีผลมากที่สุดสำหรับผู้เรียนหรือเยาวชนของไทยมักจะประพฤติปฏิบัติจนเป็นนิสัยก็คือ
การขาดจิตสำนึกแห่งความมีวินัยในตนเอง ทำอะไรก็ได้
ตามใจคือไทแท้ เสียเป็นส่วนใหญ่ กลวิธีแห่งการปกครองและการบงการในชั้นเรียน
ที่ครูอาจารย์ผู้สอนได้อำนาจหรือมีอำนาจนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมเพื่อนำพาผู้เรียน ชั้นเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดมาจากชนชั้นผู้ปกครองในระดับเบื้องบนต่างๆ
ดังนั้น จึงอาจปฏิเสธไม่ได้เลยสำหรับครูหรืออาจารย์ผู้สอน (Teacher
or Instructor) ที่จะต้องเล่นการเมือง
ใช้การเมือง และหนีไม่พ้นการเมือง เพราะความเป็นปูชนียบุคคล เป็นกัลยาณมิตร เป็นผู้นำหรือมัคคุเทศก์ทางวิญญาณ
เป็นผู้ปล่อยสัตว์จากคอกแห่งอวิชามาสู่แสงสว่างแห่งปัญญา
เป็นแพทย์ผู้รักษาป้องกันโรคความโง่หรืออวิชาของมนุษย์
เป็นพ่อแม่คนที่สองของศิษย์
เป็นผู้สร้างคนและโลก เป็นกระจกเงาและเป็นแบบอย่างของศิษย์
เป็นแม่พิมพ์ของชาติ เป็นชาวสวนและช่างปั้นหม้อ เป็นทหารเอกของชาติ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change
Agent) เป็นผู้กล่อมเกลาหรือผู้สร้างสังคมประกิต
(Socializing Agent) เป็นนักปฏิวัติในสนามรบทางการศึกษา
เป็นผู้ใช้อาวุธลับของชาติ
เป็นกระจกเงาของเด็ก เป็นวิศวกรของสังคม และเป็นผู้กุมความเป็นตายของชาติไว้ในกำมือ
ครูหรืออาจารย์ผู้สอนจึงควรที่จะต้องรักษาและดำรงอยู่ในการใช้ปกครอง
การใช้อำนาจที่มีจิตวิญญาณแห่งธรรมเพื่อศิษย์หรือผู้เรียนให้มากที่สุด

แผนภูมิการใช้แนวคิดทางปกครองผ่านกลไกหรือวิธีการต่าง
ๆ

[1] นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ;
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง. 2547