การล่าและการทำลายพันธลักษณ์[1]
ประวิตร โหรา[2]
ท่ามกลางกระแสแห่งความคิดเห็นและข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อสภาพต่างๆ
ที่มีและเกิดขึ้นต่อรัฐชาติไทอย่างมากมายแห่งช่วงทศวรรษนี้
กระแสความคิดเห็นหนึ่งที่สร้างความรู้สึกที่รุนแรง ก็คือกระแสแห่งความล้มเหลวของสภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ที่ถูกรุกรานและถูกทำลายจากสงครามทางเศรษฐกิจ โดยรัฐชาติตะวันตกที่เข้าครอบครอง ควบคุม
บังคับและการบงการ
ที่ส่งผ่านทางเครื่องมือที่ถูกยอมรับจากสังคมโลกว่ามีความชอบธรรม ซึ่งนั่นก็คือองค์กรเหนือโลกต่างๆ
อันได้แก่ IMF ADB และ World
Bank เหล่านี้เป็นต้น
จนได้รับการขนานหรือเปรียบเทียบว่าเป็นการเสียกรุงครั้งที่สามของรัฐชาติไท
ที่สูญเสียอิสระและเสรีภาพทางความคิดและการจะกระทำการแห่งความเป็นไท
นานมาแล้วที่โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกอธิบายว่าเป็นการอภิวัฒน์ของมนุษยชาติ จากยุคดึกดำบรรพ์หรือบรรพกาล สู่ยุคเกษตรกรรม สู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
และเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูลไร้พรมแดนหรือยุค IT ซึ่งการอภิวัตน์ต่างๆ
เหล่านี้ เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธลักษณ์ใหม่ของโลกอย่างรุนแรงทุกครั้ง
ด้วยวิธีการการสอดแทรกและแอบแฝงอยู่ในการอภิวัฒน์วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ให้เปลี่ยนแปลงไป สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปในวัฒนธรรมแบบต่างๆ
ที่ได้เห็นหรือรับรู้ได้ ได้แก่ จากธรรมชาตินิยมไปสู่ลัทธิเทวสิทธิ์ การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับศาสนา
วิทยาศาสตร์และการศึกษา
การเปลี่ยนแปลงของจักรวรรดินิยมไปสู่เสรีนิยม สังคมนิยม
การเปลี่ยนแปลงแบบอัศดงคตานุวัตร (Westernization) หรือสากลนุวัตร
(Internationalization)[3] โลกาภิ-วัตน์ (Globalization)
เทคโนโลยี IT และทุนนิยมข้ามชาติ เหล่านี้
ส่วนใหญ่มักจะเกิดหรือเริ่มต้นขึ้นจากรัฐชาติทางตะวันตกแล้วถ่ายทอดหรือส่งผ่านด้วยวิธีการต่างๆ
สู่รัฐชาติทางตะวันออก
และถ้ามองหรือทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจให้ลึกลงไปแล้วจะพบว่า
การอภิวัฒน์ต่างๆ นั้นมีพื้นฐานหรือเป้าหมายสูงสุดคือ
การแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐชาติตะวันตกเป็นส่วนสำคัญ อันได้แก่ การแสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ แรงงานทาส อาณาเขต
อาณานิคมหรือการครอบครอง
ตลาด เงินตรา การยอมรับ
การครอบงำหรือพวกพ้อง และอำนาจที่กล่าวอ้างว่าชอบธรรมในบริบทของสังคมโลก ซึ่งสามารถสรุปได้อย่างเบ็ดเสร็จก็คือ
มีเป้าหมายเพียงเพื่อการแสวงหาและการแย่งชิงผลประโยชน์อันสูงสุดทางด้านเศรษฐกิจหรือเพื่อความมั่งคั่งเป็นสำคัญ
ในช่วงประมาณ 2 ทศวรรษที่คาบเกี่ยวระหว่างศตวรรษที่ 20-21 นี้
การประกาศเพื่อแสดงการพัฒนาหรือความมั่งคั่งของรัฐชาติต่างๆ ได้ถูกกำหนดและวัดได้ด้วยตัวเลขทางคณิตศาสตร์ของนักเศรษฐศาสตร์
ที่ถูกอธิบายว่าเป็นรายได้ของรัฐชาติหรือค่า GDP ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันและการพัฒนาต่างๆ
ในกระบวนการผลิตในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการและการจัดการต่างๆ
โดยมีหลักการของเศรษฐศาสตร์ที่แสวงหาต้นทุนต่ำสุด ดีที่สุด มากที่สุด
กำไรที่สุด
และได้ประโยชน์สูงสุดที่เข้าครอบครอง ครอบงำและควบคุมวัฒนธรรมความเป็นมนุษย์ของมวลมนุษย์ชาติ โดยการนำวิธีการตามแนวคิดต่างๆ เช่น แนวคิดของศาสนา
แนวคิดของเทเลอร์ หรือการนำกลไกการจัดการทางอุตสาหกรรม ตลอดจนการนำเทคโนโลยี IT และวิธีการการจัดการต่าง
ๆ
มาเป็นเครื่องมือให้มนุษย์แปลเปลี่ยนไปเป็นเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมและเป็นหน่วยหนึ่งของการผลิต
ทำให้ความเป็นมนุษย์ถูกพราก
หรือแย่งชิงความเป็นมนุษย์จากอิสรภาพเสรีภาพและจิตวิญญาณแห่งตัวตนของมนุษย์ที่เป็นพันธลักษณ์ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
รัฐชาติไท
คือตัวอย่างหรือตัวแสดงหนึ่งของรัฐชาติทางตะวันออกที่ได้รับอิทธิพลหรือจากการครอบงำทางวัฒนธรรมต่างๆ
จากรัฐชาติทางตะวันตกอย่างเด่นชัด
โดยแนวคิดจากรัฐชาติตะวันตกได้นำเสนอสิ่งเร้าหรือเป็นเงื่อนไขแห่งการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย
จากประเทศเกษตรกรรมสู่อุตสาห-กรรมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า
และไปสู่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยการชี้นำขององค์กรเหนือโลก (Super
Nation) ต่างๆ เช่น World Bank ให้ตามความฝันไปสู่การเป็นประเทศที่มีอารยธรรม
(Civilization) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ล่อลวงและต่อรอง ค่อยๆ
อ่อยเหยื่อด้วยคำบอกเล่าและคำชมครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
ให้พยายามพัฒนารัฐชาติไปในทิศทางนั้นๆ
หรือให้วิ่งตามความหวังและความฝันอย่างทะเยอทะยาน โดยการให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
ที่ถูกส่งผ่านหรือนำเข้ามาในลักษณะความช่วยเหลือ การชี้นำจากประเทศตะวันตก หรือจากองค์กรเหนือโลก
โดยจะวัดผลประเมินผลการพัฒนาประเทศจากหลักเศรษฐศาสตร์ที่คำนวณหน่วยการผลิต รายได้ของจากการส่งออกสินค้า และค่า GDP ประชาชาติในรัฐ
ตลอดจนตัวเลขของการทำนายการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่างๆ
ขณะเดียวกัน
ในทางตรงกันข้าม
การพัฒนาประเทศให้ตามไปสู่ความฝันได้ก่อให้เกิดหล่มหลุมต่างๆ
เกิดขึ้นในรัฐชาติไทอย่างรุนแรง
อันได้แก่
การทำลายล้างทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การทำลายคุณภาพของทุนการผลิตต่างๆ (ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ อากาศ และมนุษย์ ฯลฯ) ให้เสื่อมสลายลง โดยสารพิษและยาฆ่าแมลง ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาโดยการอ้างการให้ความช่วยเหลือ และโดยบริษัทข้ามชาติต่างๆ
ที่อ้างว่าจะช่วยส่งเสริมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรให้ได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้น
แต่กับส่งผลกระทบทั้งที่รุนแรงอย่างต่อเนื่องและส่งผลในระยะยาวต่อทุนมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการล่มสลายของการดำรงอยู่ของสังคมและชุมชน
ก่อให้เกิดวัฒนธรรมของเสรีนิยมแบบสุดขั้ว ทุนนิยมและทุนนิยมแบบแข่งขันที่แสวงหาอำนาจ โอกาสและกำไรสูงสุด พฤติกรรมบริโภคนิยม ลัทธิเอาอย่างและการเลียนแบบ
ลัทธิปัจเจกบุคคลที่คำนึงถึงแต่ความเป็นตัวตนของตน ตลอดจนการยกยอและการยอมรับวัฒนธรรมตะวันตกว่า ดีงามและสูงส่ง
ที่ถูกส่งเสริมและสอบรับโดยการอาศัย IT แห่งการอภิวัตน์ในยุคของข่าวสารข้อมูลที่ไร้พรมแดน
และแล้วความเป็นจริงที่เลวร้ายที่แฝงอยู่วิมานสีชมพูได้ค่อยๆ
ปรากฏชัดออกมาจากการระเบิดของเศรษฐกิจฟองสบู่ อันเนื่องมาจากการเปิดให้มีระบบเสรีทางการเงินและการค้า
ของระบอบบรรษัทเสรีที่มีลักษณะที่เป็นทุนนิยมแบบกาสิโน[4] ความตื่นกลัวที่บ้าคลั่ง และเพียงการกระพือปีกของผีเสื้อ ที่สามารถก่อให้เกิดลมพายุร้ายที่รุนแรง[5]
โลกทั้งโลกจึงต้องสั่นสะเทือนด้วยโรคต้มยำกุ้งของรัฐชาติไท
ซึ่งดูแล้วเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งแห่งการถ่ายทอดและส่งผ่านวัฒนธรรมที่เลือกสรรแล้วสู่สังคมโลก
แต่แล้วความเจ็บจำแห่งจิตสำนึกของตัวแสดงต่างๆ
ที่ทำหน้าที่แทนรัฐชาติในระดับต่างๆ กลับพล่ามัวต่อการถูกทำลายพันธลักษณ์ต่างๆ เช่น การเป็น Good
Boy ของ IMF การเป็น หางราชสีห์ ใน WTO และการซ้ายหันขวาหัน ตามองค์กรเหนือโลก (Super Nation) จึงเกิดขึ้นอีก
ทั้งที่เป็นไปเพียงเพื่อการแสวงหาการยอมรับและความเป็นพวกเดียวกัน
โดยพยายามที่จะเขย่งยืนอยู่บนลัทธิเอาเยี่ยงอย่างของการค้าเสรี ดังนั้น การยึดครอง การควบคุม
การเข้ายึดธนกิจ ธุรกิจและกิจการต่างๆ ของบริษัทข้ามชาติจึงเกิดขึ้น
เป็นการกัดกินและดูดกลืนทุกๆ อย่าง พร้อมกับการชี้นำและการบงการจากต่างชาติ และแล้วพันธลักษณ์ใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากต่างชาติก็ค่อยๆ
แสดงภาพให้ปรากฏขึ้น
จากการนำวิธีการจัดการ QC
(Quality Control) ที่เป็นแนวคิดของเก่าในการผลิตและการจัดการ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ล้าสมัย
ไม่มีคุณภาพเพียงพอ ก็เปลี่ยนใหม่ให้เป็น
ISO ที่โก้เก๋กว่า
จาก ISO 9000 ไปสู่ ISO 9002 แล้วก็ไปสู่ ISO โน้นๆ ที่ไม่รู้จบ
จนกระทั่งระบบ QS ในระบบการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยการอ้างโน่นอ้างนี่ (เพื่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อสิทธิมนุษยชน ฯลฯ) อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับระบบ ISO นั้น จริงๆ
แล้วมันเป็นเพียงเทคนิคหนึ่งของการจัดการที่เอาแนวคิดการบริหารการจัดการองค์การของเทเลอร์
(Tairor) ที่มีแนวคิด Put right man on the right job
หรือที่สรุปอย่างง่ายๆ ว่า ใช้คนให้ถูกต้องกับงาน
หรือตามความสามารถ และ One best way มาปรับแต่ง
โดยเพิ่มหลักการของที่มาที่ไปคือ เพิ่มการตรวจสอบ
การควบคุมและการประเมินผล
ให้ความสำคัญทางด้านโครงสร้าง (Structure) เป็นส่วนสำคัญมากกว่าการให้ความสำคัญต่อทรัพยากรมนุษย์หรือสมาชิกในองค์การ
(Agent) แล้ววิภาคมนุษย์เป็นเพียงเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ไม่มีความรู้สึกหรือจิตวิญญาณในการรับรู้ ชอบไม่ชอบ
โดยการควบคุมและการจัดการที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จหรือใช้วิธีการที่มีลักษณะสำเร็จรูป
ซึ่งวิธีการแบบนี้เป็นแนวคิดการจัดการด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์[6]
อย่างดั่งเดิม
แล้วประกาศโฆษณาชวนเชื่ออย่างภูมิใจว่า นี่แหละคือความเป็นสากลที่ประชาคมโลกที่เขายอมรับกัน ขณะเดียวกันก็มีกลุ่ม Devil
Advocade[7]
คอยทักท้วงว่า มันจะใช่แน่หรือ หรือแน่ใจนะว่าใช่วิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งยังไม่ทันจะเปลี่ยนเสื้อใหม่ตามเขาไปอย่างสมบูรณ์ กลุ่มประเทศ EU หรือกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปก็ได้ประกาศออกมาอย่างไม่แยแสว่า สมุดปกขาวของข้าฯ
แน่นอนกว่า ใครจะค้าขายกับข้าฯ ต้องทำตามอย่างข้าฯ และแล้วความจริงที่ลึกลับต่างๆ
ก็ปรากฏออกมาว่า
ตัวแสดงของรัฐที่เป็นคนไทย แต่ใจเป็นทาส ที่ได้รับคำสั่งจากนายที่มีบุญคุณมาจากอดีต ให้มาจัดการทุกๆ
อย่างให้ เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ
ทั้งนี้เพราะการจะผ่านขั้นตอนหรือระดับของเครื่องหมายการค้า (Logo) ที่มีลักษณะคล้ายป้ายเชลส์ชวนชิมหรือแม่ช้อยนางรำนั้น เพราะในแต่ละครั้งที่มีการตรวจสอบหรือมอบเครื่องหมายจะต้องจ่าย
และก็ต้องจ่ายเงินอย่างมากมายเพื่อซื้อเครื่องหมายการค้านั้นมา
ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์แอบแฝงอยู่ข้างหลังก็คือ
เจ้านายที่มีบุญคุณกับตัวแสดงคนนั้น[8]
หลังจากการล่มสลายของสงครามเย็น (ในช่วง ค.ศ.1989) อันเนื่องมาจากการล่มสลายลงของการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียต
ซึ่งแต่เดิมขั้วอำนาจของโลกมีสองขั้วคือ
เสรีนิยมแบบประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ ทำให้โลกจึงเหลือเพียงขั้วอำนาจของเสรีนิยมแบบประชาธิปไตยเพียงขั้วเดียวที่รู้สึกว้าเหว่
เพราะไม่มีคู่ต่อสู้หรือแข่งขัน โดยมีลัทธิทุนนิยมแอบแฝงอยู่เบื้องหลังอย่างลึกลับ ดังนั้น
เสรีนิยมแบบประชาธิปไตยจึงผงาดขึ้นอย่างอาจหาญ
และเริ่มส่งผ่านแนวคิดการทำให้เป็นประชาธิปไตยไปทั่วทุกมุมโลก
เพื่อให้เกิดความเหมือนกันหรือมีความเป็นสากลนุวัตน์ของทุกๆ
ประเทศในโลก
ซึ่งเครื่องมือที่สามารถใช้ได้อย่างมีพลานุภาพที่สุดในยุคของข่าวสารที่ไร้พรมแดนหรือยุคโลกาภิวัตน์คือ
IT ขณะเดียวกันลัทธิทุนนิยมที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังเสรีประชาธิปไตยมาโดยตลอด
ก็ได้แสดงพลานุภาพออกมาในรูปของการค้าเสรี (Free Tread) การเปิดเสรีทางการเงิน
และทุนนิยมข้ามชาติที่มาในรูปแบบของบรรษัทข้ามชาติต่างๆ ซึ่งการผลักดันต่างๆ ถูกกล่าวอ้างว่า
เป็นการร่วมมือหรือเป็นฉันทามติที่เป็นสากล
แต่ในความเป็นจริงมันคือความขัดแย้งกันที่ยืนอยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเฉพาะประเทศโลกที่ 1
ที่มีต่อประเทศโลกที่ 2 และประเทศที่กำลังพัฒนา อันจะเห็นได้จากการขัดแย้งในเรื่องการกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้น
ซึ่งแสดงหรือชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากการล้มเหลวของการประชุม WTO ที่แอตแลนด์ต้า สหรัฐอเมริกา
การกีดกันไม่ให้จีนแผ่นดินใหญ่เข้าเป็นสมาชิกของ WTO การกีดกันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าที่มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน
และการป้องกันและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ฯลฯ
จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงต่างๆ อันเกิดจากการอภิวัตน์โดยใช้ IT เป็นเครื่องมือ
ของยุคโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลให้เกิดกระแสท้องถิ่นนิยม (Locolization) เกิดขึ้น
ซึ่งมีลักษณะที่เสียดทาน
ต่อต้าน
และสอบทานการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก ซึ่ง Rainodo Strassoldo[9]
ได้อธิบายว่า
มีกระบวนการท้องถิ่นนิยมเกิดขึ้นในด้านต่างๆ คือ 1) กระบวนการท้องถิ่นนิยมในการพัฒนาเศรษฐกิจ
(Localism in Economic Development)
โดยการพัฒนาต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยทางการเมืองและสังคม
การพัฒนาเศรษฐกิจจึงมีแบบแผนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบเกาะแห่งเศรษฐกิจ (Economic Islands) ที่เน้นการค้ากับต่างประเทศ
หรือแบบที่เน้นแหล่งกำเนิดของผลผลิต
หรือเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ที่ค่อนข้างจะแตกต่างออกไป
คือ ท้องถิ่นนิยมทางเศรษฐกิจแบบใหม่ (New Economic Localism) ซึ่งเน้นการพึ่งตนเอง
(Self-reliance) การพัฒนาด้วยตนเองตัวเอง (Self-centered Development) และการพัฒนาชุมชน (Community
Development) เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ศตวรรษที่
17 เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการพัฒนาสำหรับประเทศโลกที่สาม
ซึ่งเน้นการลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า โดยหันมาใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เต็มที่
เพื่อสนองตอบต่อความจำเป็นพื้นฐานและการพึ่งตนเอง อย่างไรก็ตาม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นได้เอย่างชัดเจนว่า
แนวคิดนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นจริงได้แค่ไหน 2) กระบวนการท้องถิ่นนิยมในทางการเมือง (Localism
in Politics) กระบวนการท้องถิ่นนิยมแสดงออกหลายลักษณะ ประการแรกในระดับทั่วไป สถานที่ (Place)
มีความสำคัญต่อการเมือง
โดย Tip O'Neill กล่าวว่า การเมืองของทุกๆ แห่ง ก็คือ
-
การเมืองของท้องถิ่น (All politics is local
politics) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเมืองภายในหรือระหว่างประเทศ
ที่มีหัวใจก็คือการต่อสู้เพื่อการจัดสรรทรัพยากรของพื้นที่
การควบคุมดินแดนยังคงเป็นวัตถุประสงค์หลักอันหนึ่งของการเมือง
เช่นเดียวกันกับที่เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตการเมือง
- จากการศึกษาพบว่า การเลือกตั้งในพื้นที่ต่างๆ มีความแตกต่างกัน พฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้งเป็นไปตาม
ประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน บางแห่งนับได้เป็นร้อยๆ ปี
- การปกครองตนเอง การปกครองของชุมชนท้องถิ่นและการกระจายอำนาจยังคงอยู่ อย่างน้อยก็ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเสรีประชาธิปไตย
- การบริหารงานของรัฐได้ขยายความสนใจและมีกิจกรรมไปสู่ปัญหาในท้องถิ่นต่างๆ มากขึ้น
- ลักษณะภูมิภาคนิยมยังคงมีบทบาทสำคัญ แม้กระทั่งการเมืองในระดับสูง นั่นคือผู้นำมักจะถูกห้อมล้อมด้วยคนวงใน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวที่มาจากคนในท้องถิ่นที่ไว้ใจได้และซื่อสัตย์
3) การฟื้นฟูชุมชนขนาดเล็ก (Revival of Smaller Settlements) เมืองใหญ่ๆ
ส่วนมากจะเจริญน้อยลงและเผชิญกับจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาความไม่สะดวกสบายของการดำรงชีวิตในเมืองใหญ่ เช่น ปัญหามลภาวะ
อาชญากรรม ความแออัด
การติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีที่ทำให้ระยะทางสั้นลงได้เปลี่ยนแปลงแบบแผนการทำงาน
คนจำนวนมากหันมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กและชนบทซึ่งสามารถทำงานและให้บริการได้ไม่แพ้เมืองใหญ่
ชุมชนนอกเมืองจึงกลายเป็นท้องถิ่นรูปแบบใหม่ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องบรรยากาศความเป็นท้องถิ่น
และส่งเสริมให้พื้นฟูจิตใจของชุมชนขึ้น 4) กระบวนการท้องถิ่นนิยมทางด้านชาติพันธุ์-ภูมิภาค (Ethnic-Regional Movements) เป็นกระบวนการชาตินิยม
ชาติพันธุ์-ภูมิภาคนิยม
ที่ปรากฏขึ้นในโลกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในพื้นที่ต่างๆ
ในยุโรป อเมริกาเหนือ
โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก
และแม้กระทั่งภายในสหรัฐอเมริกาเองการมีอยู่หรือการรื้อฟื้นของกระบวนการชาตินิยมเช่นนี้มีความหลากหลายและซับซ้อน ในช่วงระยะ 30 ปีที่แล้ว
การแปลความหมายทางสังคมวิทยาก้าวหน้าขึ้น
เช่น มองปรากฏการณ์ชาตินิยมในแง่ของความเป็นพลวัตทางด้านสังคมเศรษฐกิจ (Socioeconomic
Dynamics) หรือมองว่าเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนที่วิญญาณแห่งการปฏิวัติ (Revolutionary
Spirit) โดยสรุป
กระบวนการชาตินิยม ชาติพันธุ์-ภูมิภาคนิยมยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน
แม้ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ไม่ได้มีทัศนะแบบปิด มองเฉพาะภายใน ล้าหลังหรือคับแคบเฉพาะกลุ่มเสมอไป เช่น ขบวนการชาตินิยม
ภูมิภาคนิยมในยุโรปตะวันตก
ซึ่งมีเป้าหมายอันหนึ่ง
คือ
การถ่ายทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมออกสู่โลกสมัยใหม่ พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธสังคมสมัยใหม่ แต่พยายามเลือกรับสิ่งที่มีคุณค่าเหมาะสมกับวัฒนธรรมเดิม พยายามคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ
ในทางวัฒนธรรมอย่างเข้มแข็งอยู่เสมอๆ
ในหมู่ผู้นำชาตินิยมเองก็มีปัญญาชนหนุ่มสาวที่คุ้นเคยกับศิลปะ
เทคโนโลยีที่ทันสมัย
สิ่งนี้เองที่ทำให้ขบวนการชาติพันธุ์ภูมิภาคนิยมไม่ได้แยกตัวออกไป แต่ยังได้เชื่อมโยงกันหลายประเทศ มีการจัดประชุมนานาชาติ
พยายามสร้างองค์กรและสหพันธ์ประสานงาน เช่น
ในยุโรปได้มีการจัดตั้งขบวนการชาติพันธุ์-ภูมิภาคข้ามชาติ (Trans-national
Ethnic-regional Movement) เพื่อแสวงหาความสนับสนุนจากสถาบันแห่งยุโรป (สภายุโรป
ประชาคมยุโรป หรือ EU) โดยมีเป้าหมายสำคัญ
คือการจัดตั้งสหพันธ์ยุโรปแห่งภูมิภาค (A Federalist Europe of the
Regions) เป็นต้น
และ 5) กระบวนการท้องถิ่นนิยมทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental
Movements) ภาวะนิเวศน์เป็นแรงผลักดัน 2 ด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่งเป็นแรงผลักดันที่มีต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์
แต่อีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกันนั้นก็เป็นแรงผลักดันต่อกระบวนการท้องถิ่นนิยมด้วย
ปกติความสนใจและการเคลื่อนไหวในเรื่องภาวะนิเวศน์มาจากระดับท้องถิ่น
ที่เป็นปัญหาภายในท้องถิ่นเอง
ซึ่งในกรณีต่างๆ เกือบทั้งหมดในสังคมอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่ประชาชนในระดับล่างรวมตัวกัน เพื่อปกป้องน้ำดื่ม อากาศ สนามหญ้าหรือสวนสาธารณะ คุณภาพชีวิตของชาวบ้านและท้องถิ่น
แต่ว่าเกือบจะเป็นอัตโนมัติที่ขบวนการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นเป็นสื่อที่ทำให้เกิดการพัฒนาจิตสำนึกขึ้นในระดับโลก ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่หนึ่งแต่รับรู้กันทั่วโลก แม้กระทั่งเด็กๆ ก็รู้ด้วย จึงเกิดคำขวัญแพร่หลายว่า "คิดระดับโลก
แต่กระทำในระดับท้องถิ่น (Think
Globally, Act
Locally)"
นอกจากนี้ Zdravko Mlinar[10] ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระแสโลกาภิวัตน์นั้นว่า ได้ก่อให้เกิดกระบวนการปัจเจก (Individuation)
ขึ้น
โดยกระบวนการปัจเจกเป็นกระบวนการเพิ่มความเป็นอิสระและลักษณะเฉพาะให้กับผู้กระทำการ ทั้งในระดับกลุ่มและปัจเจกบุคคล
แต่เมื่อมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองแล้ว
ผู้กระทำการทั้งสองนี้อาจจะสอดคล้องกันหรือขัดแย้งกันก็ได้ เนื่องจากกระบวนการปัจเจกในระดับกลุ่มมีความสัมพันธ์กันกับบุคคล
แต่เป็นไปได้ที่จะเริ่มจากทิศทางที่แตกต่างกัน
ซึ่งลักษณะสำคัญของกระบวนการปัจเจก
คือ 1) กระบวนการปัจเจก
เป็นกระบวนการที่ทำให้พื้นฐานแหล่งกำเนิดที่มีอิทธิพลอยู่ก่อนแล้ว
มีความสำคัญลดลง (as the Weakening of Predetermination on the Basis of
Origin) ซึ่งอาจตรวจสอบกระบวนการปัจเจกได้จากปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลจากการเกิด แหล่งเกิด และคนรุ่นก่อน ถ้าอิทธิพลของปัจเจกเหล่านี้มีมาก ก็แสดงว่ากระบวนการปัจเจกมีน้อยหรืออาจดูได้จากพฤติกรรมรวมหมู่ กล่าวคือ ถ้าคนได้รับอิทธิพลจากพันธุ-กรรมหรือสิ่งแวดล้อมทั้งทางสังคมและกายภาพมาก
กระบวนการปัจเจกก็มีน้อย
แต่ถ้าความแตกต่างระหว่างคนแต่ละรุ่นมีมาก มีการเคลื่อนย้ายทางสังคมและพื้นที่มาก ก็แสดงว่ากระบวนการปัจเจกมีมากด้วย 2) กระบวนการปัจเจก
เป็นกระบวนการที่ทำให้ปัจจัยที่เกี่ยวกับเขตแดนมีความสำคัญลดลง (as
the Weakening of Predetermination on the Basis of Territory) ความเป็นอิสระของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มเป็นส่วนกลับกันกับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นข้อจำกัด ถ้าคนมีความแตกต่างกันมาก
ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยพื้นฐานความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม ก็แสดงว่ากระบวนการปัจเจกมีมาก ในสภาพแวดล้อมสมัยใหม่ คนที่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น จึงพึ่งพาอาศัยผู้อื่นน้อยลง
กระบวนการปัจเจกจะทำให้ปัจจัยทางด้านพื้นที่มีความสำคัญลดลง ซึ่งจากการวิจัยของ King (1990) พบว่า
คนในเมืองของโลก (Global Cities)
มักจะไม่ติดยึดอยู่กับชาติของตนและมีบุคลิกลักษณะต่างไปจากคนที่อยู่ในชนบทดั่งเดิมเป็นอย่างมาก 3) กระบวนการปัจเจก
เป็นกระบวนการเพิ่มความหลากหลายของเวลาและระยะทาง (as an Increase in the Diversity
of the Time-space Paths) ในสมัยใหม่
เวลาและระยะทางเป็นอุปสรรคต่อคนน้อยลง
คนเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้หลายช่องทางที่สะดวก รวดเร็วขึ้น เส้นทางชีวิต
(Life Path) ของมนุษย์จึงกว้างขึ้น
ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของยุคหลังสมัยใหม่ หรือสมัยหลังอุตสาหกรรม (Postmodernism or
Postmodernism) กลุ่มคนต่างๆ
จึงต้องเร่งรีบปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง ขณะที่คนปรับตัวได้ไม่เท่ากันจะมีความสามารถแตกต่างกันเป็นอย่างมาก แต่เมื่อคนส่วนใหญ่ปรับตัวตามได้แล้ว
คนก็จะมีแบบอย่างเดียวกันตามกระแสโลก 4)
กระบวนการปัจเจก
เป็นการเพิ่มการควบคุมสิ่งแวดล้อมภายนอก และลดการรุกล้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก (as
an Increasing Control and Decrease of Random Intrusions form the External
Environments) คนเริ่มมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก พยายามสร้างเอก-ลักษณ์เฉพาะตัวของบุคคลและกลุ่มขึ้น
เพื่อเอาชนะแรงบีบบังคับจากสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า จะใช้วิธีการแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นการเลือกสรร (Selectivity) ซึ่งหมายถึงการตอบโต้ต่อสิ่งแวดล้อมตามกลไกของการคุ้มครองตัวเอง
(Protective Mechanisms) และ 5) กระบวนการปัจเจก
เป็นการเพิ่มความจริงแท้เกี่ยวกับเอกลักษณ์ (as an Increased
Authenticity of the Identity) สิ่งที่กำหนดเอกลักษณ์
ก็คือความเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อม กล่าวคือ ถ้าหากมีคนกลางแสดงออกแทน คนก็จะมีเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตนน้อย แต่ถ้าคนมีความแตกต่างกันมาก เอกลักษณ์ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนไป ไม่อาจหาเอกลักษณ์ร่วมมาทดแทนได้
เอกลักษณ์จึงมีได้ทั้งเอกลักษณ์ของกลุ่มกับเอกลักษณ์ของบุคคล เมื่อใดก็ตามที่มีคนแสดงแทนได้ เอกลักษณ์จะเป็นของกลุ่มมากกว่าบุคคล เช่น เมื่อรัฐขัดแย้งกับโลกภายนอก คนในรัฐก็จะมีความเหมือนกันมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าตกอยู่ในกล่องของเอกลักษณ์เดียวกัน (In
Identity Boxes) เอกลักษณ์ของกลุ่มจะขัดแย้งกับกระบวนการปัจเจก
เพราะกระบวนการปัจเจกจะเร่งให้คนแต่ละคน และทุกๆ
คนได้แสดงเอกลักษณ์ที่แท้จริงของตนออกมาโดยตรง
เอกลักษณ์ของกลุ่มไม่เพียงเป็นประเด็นทางด้านอุดมการณ์หรือการเมือง
แต่ยังพัฒนาขึ้นมาเป็นกำแพงกีดกันที่กลุ่มตนยึดมั่น เห็นได้จากปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ
ที่ได้สร้างเอก-ลักษณ์ใหม่ๆ ของตนขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ในมอลโดเวีย
โครเอเชีย เซอร์เบีย มอนโตเนโกร และบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา เป็นต้น
สำหรับในส่วนของรัฐชาติไทนั้น กระแสของท้องถิ่นนิยม (Locolization) ที่เกิดขึ้น
ซึ่งคนไทในรัฐชาติไทได้รับรู้และมีปฏิกิริยา ได้แก่ กระแสภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน
หรือการเกษตรแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำหริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
และแนวคิดประชาสังคมที่สะท้อนออกมาในรูปแบบของตาข่ายสังคม
โดยการออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐคำนึงถึงปัญหาของคนในรัฐชาติเป็นสำคัญ ต่อต้านหรือเสียดทานแนวคิดการออกนอกระบบของภาคการจัดการศึกษา
หรือการให้เลี้ยงตนเองได้และให้ส่งรายได้ให้กับรัฐของภาคสาธารณสุข
ด้วยเหตุผลที่ว่าพื้นฐาน (Footing) ของคนในรัฐชาติไทไม่ได้เท่าเทียมกันทุกคน โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม และท้องถิ่น รัฐควรและจำเป็นจะต้องยึดครองเอาไว้เป็นกิจการและภารกิจของรัฐ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ
สวัสดิการพื้นฐานที่รัฐจำเป็นต้องมีและให้แก่ประชาชนทุกคน
ตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ
ตลอดจนการที่นักคิดและนักวิชาการต่างๆ ที่ออกโรงมาแสดง
หรือออกมาเรียกร้องให้แสวงหาแนวทางการจัดการภาครัฐที่มีลักษณะเฉพาะและเหมาะสมกับความเป็นรัฐชาติไท ความเป็นไท หรือความเป็นชุมชนหรือในท้องถิ่น หนึ่งในจำนวนนั้นที่ออกมานำเสนอแนวความคิดต่อโลกาภิวัตน์ก็คือ พระธรรมปิฎก ป.อ.
ปยุตโต[11] ที่ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า
การที่ข่าวสารไหลไปเป็นกระแสทั่วถึงอย่างนั้น มนุษย์เราจะปฏิบัติต่อมันแตกต่างกันเป็นหลายแบบ ซึ่งแยกออกได้เป็นดังนี้
คนพวกหนึ่งไหลไปตามกระแสและถูกกระแสท่วมทับ โดยมีอาการหลงงมงาย
ถูกกระแสพัดพาไป
คล้ายกับที่คนโบราณเคยงมงายในข่าวลือ แล้วตกเป็นเหยื่อของข่าวสารข้อมูล ซึ่งมีคนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อของข่าวสารข้อมูล และเมื่อมีข้อมูลมากๆ แต่ไม่รู้จักรับไม่รู้จักใช้ ก็กลายเป็นคนผิวเผิน ผ่านๆ
ไม่เข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง
ถ้าเราไม่สามารถทำให้คนพัฒนาสติปัญญาอย่างถูกต้อง
ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างแท้จริง
และสามารถถือเอาประโยชน์จากข่าวสารข้อมูลได้ ก็จะเป็นโทษอย่างมาก
ข่าวสารข้อมูลจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับล่อเร้าและหลอกลวง ทำให้ตกเป็นเหยื่อ
คนจำนวนมากมีความภาคภูมิใจว่าตนตามทันข่าวสารข้อมูล
จนอาจจะได้รับการชื่นชมว่า "คนนี้เก่งมาก
มีข่าวสารข้อมูลอะไรออกมาเขาตามทันหมด" แต่ปรากฏว่า
เขาตามทันเท่านั้น ไม่รู้เท่าทัน
อันนี้จึงเป็นปัญหาของสังคม
คือตามทัน แต่ไม่รู้เท่าทัน
และตัวเองก็ตกอยู่ในกระแส และถูกกระแสท่วมทับและพัดพาไป
แต่ถ้ามีปัญญารู้เท่าทัน
ก็จะทำให้สามารถดำรงตัวอยู่ท่ามกลางกระแสได้ เป็นผู้ยืนหยัดตั้งหลักอยู่ได้ จัดเป็นพวกที่สอง
และรู้เท่าทันก็ยังไม่พอ
ทำได้ดีกว่านั้น
คือขึ้นไปอยู่เหนือกระแส
จึงจะเป็นผู้ที่สามารถนำเอาข้อมูลข่าวสารมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง จัดเป็นพวกที่สาม ที่สามารถจัดการกับกระแส โดยทำการเปลี่ยนแปลงในกระแส
หรือนำกระแสให้เดินไปในทิศทางใหม่ที่ถูกต้อง คนที่จะสร้างสรรค์ปัญญาเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ
จะต้องมีความสามารถถึงขั้นอยู่เหนือกระแสได้แบบพวกที่สาม
จากการอภิวัตน์ของโลกในยุคสมัยนี้
เป็นไปได้ยากที่รัฐไทจะต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เนื่องจากโลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นการอภิวัตน์ของมนุษยชาติ ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์หรือบรรพกาล สู่ยุคเกษตรกรรม สู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูลที่ไร้พรมแดนหรือยุค IT ซึ่งการอภิวัตน์เหล่านี้
ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธลักษณ์ใหม่ๆ
ของโลกอย่างรุนแรงทุกครั้ง
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ชนชาติไทจะต้องเลือกสรร ป้องกัน
และจัดใช้ประโยชน์ต่างๆ จากการอภิวัตน์ของโลกอย่างชาญฉลาด เพื่อการคงอยู่ของความเป็นรัฐชาติไท ความเป็นไทที่มีอิสรภาพ เสรีภาพ ภารดรภาพ และวัฒนธรรมที่ดีงามของไท ให้คงอยู่และหยัดยืนอย่างสง่างามในสังคมโลก
เพราะสิ่งสุดท้ายของการจัดการและการวางแผนให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น
จะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องและประโยชน์สูงสุดแห่งองค์กรหรือของรัฐชาติไทเป็นสำคัญที่สุด
[1] พันธลักษณ์ หมายถึง ลักษณะที่มีหรือที่เป็นลักษณะโดยเฉพาะของกลุ่มหรือเป็นพวกเดียวกัน อันได้แก่ ลักษณะทาง ชนชาติ เผ่าพันธุ์ ชาตินิยม และวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ อันได้แก่ ลักษณะเชื้อชาติ ลักษณะวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม อุดมการณ์ จิตสำนึก ศาสนา พฤติกรรมการดำรงชีวิต ตลอดจนองค์ความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะของชนในชาตินั้นๆ. ผู้เขียน (2543).
[2] อาจารย์ประจำ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง. 2544.
[3] ชัยอนันต์ สมุทรวณิช. โลกานุวัติ. 2539.
[4] ยุค ศรีอาริยะ. มติชนรายสัปดาห์. ฉบับที่ 1059-1063. 2543-44.
[5] Edward Lorenz. ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theroy) ; Butterfly Effect : ความอ่อนไหวอย่างสูงของเงื่อนไขเบื่อง
ต้นกับตรรกะอ่อน (principle of weak causality) ที่ถื่อว่าเป็นสาเหตุเบื้องต้นเพียงนิดเดียว ที่สามารถก่อให้เกิดผล
สะเทือนใหญ่หลวงได้
[6] กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เป็นกระบวนการการจัดการเพื่อแสวงหาความจริงที่สามารถ
พิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ ตามหลักการของวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อนำมาใช้ในการจัดการทางสังคมศาสตร์ จะพบว่า
ตัวแปรแทรกซ้อนต่างๆ เข้ามามีบทบาทหรือมีผลกระทบต่อการพิสูจน์และการแสวงหาความเป็นจริงในเชิงประจักษ์
เช่น ลักษณะเฉพาะของกลุ่มชน ระยะเวลา (Time and Space) อุณหภูมิ และพื้นที่ (Sating) ฯลฯ นอกจากนี้
ในทางสังคมศาสตร์ยังมีค่านิยม (Value) เป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลกระทบตามมาได้ ผลก็คือกลายเป็นจุดอ่อนด้อย
ของสังคมศาสตร์ ที่พยายามจะพิสูจน์ว่า ตนเองเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่เทียบเท่าวิทยาศาสตร์ จึงมีสภาพเป็นเพียง
มายาคติเท่านั้น ทั้งนี้เพราะสังคมศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้และไม่สามารถทำได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ได้อย่างสมบรูณ์แบบเหมือนหรืออย่างวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) เช่น วิชาฟิสิกส์ ที่สามารถทำได้.
(ผู้เขียน)
[7] สำนวนไทยๆ คือ จิ้งจกทัก ซึ่งหมายถึงกลุ่มของนักคิดและนักวิชาการต่างๆ ที่มีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกับการ
นำเอาแนวคิดการจัดการในภาคอุตสาหกรรมมาใช้ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์. (ผู้เขียน)
[8] บทสัมภาษณ์ พณฯ ถนัด คอร์มัน. 2543.
[9] Rainondo Strassoldo. (1992). " Globalism and Localism : Theoretical refections and some evidence,
". in Zdravko Mlinar. Globalization and Territorial Identities. Newcastle : Alhernaeum Press, Ltd.,
p. 35-59.
[10] Zdravko Mlinar. (1992). " Individuation and Globalization : The Transformation of Territorial Social
Organization, ". Globalization and Territorial Identities. Newcastle : Alhernaeum Press, Ltd., p.30-59.
[11] พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต. (2539). " การสร้างสรรค์ปัญญา เพื่ออนาคตของมนุษย์, ". ปฏิรูปการศึกษา การสร้างสรรค์ภูมิปัญญา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ. มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.