การปฏิรูปการศึกษา...เครื่องมือในการสร้างและแบ่งแยกชนชั้น

 

ประวิตร   โหรา1

           

เป็นวัฒนธรรม เป็นความเชื่อและเป็นค่านิยมที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่ในอดีตก็ว่าได้ว่า “ การเรียนหนังสือให้เก่ง เรียนหนังสือให้สูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน “ อันจะเห็นหรือรับรู้ได้จากคำพูด หรือคำบอกกล่าวที่อบรมสั่งสอนพวกเรามาตั้งแต่สมัยเด็กๆ จากบิดามารดาหรือจากปู่ย่าตายาย ซึ่งวัฒนธรรม ความเชื่อหรือค่านิยมนี้ได้ส่งผ่านและเดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างเนิ่นนาน  ในหลายๆ ช่วงอายุคน (Generations) และก็ยังคงเป็นอยู่  ทั้งนี้ก็เพราะว่า การศึกษาคือเส้นทางหนึ่งที่ชนชั้นทางสังคมในระดับล่างๆ (ลูกชาวนา ลูกตาสีตาสา หรือเด็กวัด) จะช่วยส่งให้สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งแดนแห่งชนชั้น เพื่อเข้าไปสู่ชนชั้นที่สูงกว่าหรือในกลุ่มชนชั้นสูง (Elite Class) ทางสังคม   อันจะเห็นและรับรู้ได้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ในระยะเริ่มต้นของแนวคิดและแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาของรัฐนั้น ข้าพเจ้าฯ มีความคิดและมีความเชื่อว่า นี่คือหนทางของการทำลายกำแพงหรือเส้นแบ่งชนชั้นที่ดีและง่ายที่สุด  และก่อให้เกิดความเท่าเทียมหรือเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางชนชั้นในสังคมมากที่สุด แต่เมื่อกระบวนการต่างๆ ของการปฏิรูปได้ขับเคลื่อนไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่เป็นภาพเลือนที่คิดว่าไม่ใช่ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาชัดเจนมากขึ้น นั่นคือปัญหาของศักยภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวของเยาวชนหรือผู้ที่อยู่ในวัยเรียนที่มีความแตกต่างกัน ปัญหาในเรื่องของโอกาสที่จะเข้าใกล้หรือเข้าสู่องค์ความรู้ต่างๆ ที่ยากง่าย หรือไม่เท่าเทียมกันระหว่างชุมชนในเมืองหลวงและท้องถิ่น (เมืองหลวงและเมืองใหญ่เมืองสำคัญจะประกอบไปด้วย  การเป็นแหล่งความเจริญ  การมีโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ที่สะดวกและง่าย  เป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากร แหล่งความรู้ และทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ) และปัญหาการกำหนดนโยบายการออกนอกระบบหรือการเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ (ที่ต้องเลี้ยงตัวเองมากขึ้น การจัดอันดับหรือ Ranging  ด้านคุณภาพของสถาบันการศึกษา)  ที่ในอนาคตผู้เรียนจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณในการศึกษาที่สูงมากขึ้น  โดยเฉพาะเมื่อต้องการเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในอันดับต้นๆ  โดยเยาวชนที่มีฐานะศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ก็จะมีโอกาส (Opportunity) ที่จะเลือกและเข้าถึงได้ง่ายกว่า ซึ่งทั้งสามประเด็นนี้เป็นเครื่องมือในการกำหนดเส้นแบ่งแยกโอกาส การกำหนดชนชั้นทางสังคมของเยาวชนให้มีสถานภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน มีการซอยแบ่งระดับความถี่และความห่างที่มากยิ่งขึ้น เป็นการกำหนดชนชั้นทางสังคมให้เกิดขึ้นก่อน หรือเริ่มต้นนับตั้งแต่การที่เยาวชนก้าวเข้าสู่ห้องทดลองของสังคม (สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่ฟูมฟัก สร้างและเตรียมตัวหรือเตรียมความพร้อมแก่ตัวอ่อนของสังคม ให้เป็นเป็นตัวเต็มวัยก่อนออกไปเพื่อการรับใช้สังคมและประเทศชาติ)  เนื่องจากมีการจัดระดับชั้นของคุณภาพ (Ranging) อันดับหนึ่ง สอง และสาม เป็นต้น  ซึ่งในอนาคตสังคมและชุมชนบัณฑิตของประเทศไทย คงมีการแบ่งแยกบัณฑิตหรือถูกตีคุณค่าและราคา (Benchmarking) เป็นเกรด A เกรด B และเกรด C  ตามลำดับกันบ้าง  ตามแบบอย่างในต่างประเทศ  ทั้งๆ ที่ตามหลักการนั้น  ศักดิ์และสิทธิ์ของใบปริญญาบัตรนั้นมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

แม้ว่ารัฐจะได้พยายามกำหนดนโยบายแห่งรัฐเพื่อการแก้ปัญหาในจุดหรือประเด็นต่างๆ แล้วก็ตาม  อันได้แก่  นโยบายรัฐสวัสดิการทางการศึกษา (Welfare State)  การสร้างและการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ท้องถิ่น หรือแม้แต่แนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนต้นแบบหรือโรงเรียนในฝัน และหนึ่งทุนหนึ่งตำบล เป็นต้น แล้วก็ตาม  แต่กลับก่อให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น (การแย่งชิงโอกาส  ทรัพยากรของชุมชน และสังคมของทุนนิยมแบบแข่งขัน)   จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทรัพยากรบุคคลและเยาวชนที่มีคุณภาพที่สุด (Cream) เท่านั้น  ที่จะถูกคัดเลือกหรือ Cut out ไปสู่โอกาสและเส้นทางสู่สถานภาพทางสังคมที่ดีกว่า และมีสิทธิ์หรือมีโอกาสที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งแดนแห่งชนชั้นเพื่อไปสู่ชนชั้นที่สูงกว่าหรือชนชั้น Elite Class  ซึ่งเป็นสถานภาพ ณ จุดนี้หรือคนกลุ่มนี้เท่านั้น อาจก่อให้เกิดความสัมพันธ์ของการเกิดความสั่นคลอนในความมั่นคงของสถานภาพของชนชั้น Elite Class มากยิ่งขึ้นเพราะทรัพยากรบุคคลและเยาวชนที่มีคุณภาพที่สุด (Cream) เป็นปัจจัยหรือตัวแปรที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด...?

            ด้วยแนวคิดของทุนนิยมแบบแข่งขัน ที่เน้นและให้ความสำคัญในการคัดเลือก และการบริโภคทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและเป็นผลผลิตที่ดีสุด  อันเนื่องจากความสามารถและศักยภาพทางด้านทุน ดังนั้น ชนชั้นที่สูงกว่าหรือในกลุ่มชนชั้นสูง (Elite Class) ทางสังคมในยุคแรกๆ และกลุ่มทุนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจก็คงต้องพยายามรักษาสถานภาพของตนให้คงอยู่หรือเสถียรให้ได้มากที่สุด เพราะมิฉะนั้นแล้ว สถานภาพและบทบาทของตนอาจถูกลดชั้นลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเดิมหรือเทียบชั้น  ดังนั้น ช่องทางหรือวิธีการที่น่ากลัวและอาจเป็นหายนะที่สำคัญก็คือ การแสวงหา การควบคุม การบงการ การแย่งชิง และการกอบโกยทรัพยากรและผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด  ทั้งนี้ก็เพื่อการรักษาสถานภาพทางเศรษฐกิจหรือกำลังของทุนเอาไว้  และเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรอง การข่ม การควบคุม การบงการ การกดขี่ทางชนชั้นทางสังคมที่ต่ำกว่า และการเลือกใช้และการบริโภคทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ (Cream) ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

            ดังนั้น การที่ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ (Cream)  จะมีโอกาสที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งแดนชนชั้นเพื่อไปสู่ชนชั้นที่สูงกว่าหรือกลุ่มชนชั้น Elite Class  และมีโอกาสที่จะคงสถานภาพของตนให้คงอยู่หรือมีความเสถียรให้ได้มากที่สุดนั้น ก็คงจะต้องแสวงหาโอกาส แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตตามแนวคิดการปฏิรูปการศึกษา และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  เพื่อการเรียนรู้และมีความรู้ที่เท่าและรู้ที่ทันกลุ่มชนชั้นสูง (Elite Class) ที่มีทุนเป็นกำลัง  อันได้แก่ การสร้างมาตรการ  การควบคุม  และการปกป้องและป้องกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการปิดจุดหรือโอกาสของกลุ่มทุนในการแสวงหาผลประโยชน์และโอกาสในรูปแบบต่างๆ  

“ ฤา..เหล่าท่านบัณฑิตทั้งหลาย ท่านจะยอมรับและรับใช้ไปตามกระแส ดังคำที่กล่าวว่า กฎุมพี (Vulgar) กินแรงแบ่งชนชั้น  ใครไม่ทันเป็นคนหลงทางกระนั้นหรือ....? “



1 นิสิตระดับปริญญาเอก  สาขาวิชาการอุดมศึกษา  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ประสานมิตร.