พันธลักษณ์ : พันธนาการทางปัญญาและพันธนาการชีวิต
ประวิตร โหรา[1]
ช่วงประมาณ
4-5 ปี ก่อนที่จะไปศึกษาต่อ
ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความและเอกสารต่างๆ
ของนักวิชาการหลายท่านที่กล่าวถึงผลกระทบที่ได้จากกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)
ต่างๆ ด้วย "คุณค่า" และ "ปฏิกูล" ต่างๆ อันได้แก่ การที่ข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้าถึงตัวคน ไม่ว่าอยู่หนใด ทุกอย่างถูกเร่งเร้าด้วยเวลาและข้อมูลที่ท่วมท้น
ทำให้คนต้องคิดและตัดสินใจรวดเร็วขึ้น วิถีชีวิตเปลี่ยนไป สังคมมีความสับสน สลับซับซ้อนมากขึ้น
โลกที่เชื่อมโยงคนเข้าหากันอย่างใกล้ชิด
ทำให้ปัญหาของโลกเป็นปัญหาของเรา
คนทั้งโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ร่วมกันในเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมวลมนุษย์โดยทั่วถึงกัน
ในภาคการผลิตมีความเชื่อว่าภาคเศรษฐกิจมีฐานะเป็นภาคนำ (Leader Sector) บนพื้นฐานของทุนนิยมเสรีแบบแข่งขัน เน้นและให้ความสำคัญการลดการสูญเสียของต้นทุนมนุษย์
(Human Cost)[2]
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
บนพื้นฐานของการแข่งขันและกำไรสูงสุดเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดแนวคิดในด้านการผลิต การบริหารและการจัดการนวัตกรรม (Innovation)
ใหม่ๆ
เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (CEOs , ISO , QS ฯลฯ) ในภาคสังคมก่อให้เกิดแนวคิดแบบประชาชาตินิยม
(Internationalism) มีการเคลื่อนตัวทางสังคมหรือการยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนถิ่นที่อยู่อาศัย การเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรม ธุรกิจ และทุน
หรือเศรษฐกิจไร้พรมแดน (Borderless Economy)[3] ไปมาได้ง่าย[4] และความคิดแบบปัจเจกชนนิยม
(Individualism[5] or
Individuation[6])
กระแสความคิดแบบท้องถิ่นนิยมหรือแบบภูมิภาคนิยม (Localization)[7]
ตลอดจนความหมายของกระแสอัศดงคตานุวัตร (Westernization) หรือสากลลานุวัตร (Internationalization)[8]
ที่ได้เคยก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต และยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ฯลฯ ซึ่งแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ
การเปรียบเทียบที่แปลกแยก
และการมองในมุมมองที่ต่าง แก่ผู้เขียนอย่างมากมาย จนบางครั้งวิพากษ์ตนเองว่า ชักจะล้น
และบ่อยครั้งที่พยายามจะถกแถลงความคิดหรือมุมมองต่างๆ
แก่ชุมชนทางความคิดที่อยู่รอบข้างในหัวข้อหรือนัยต่างๆ การศึกษาและความรู้คืออำนาจ
(Absolute Power) คือเครื่องมือของการเปลี่ยนถ่ายหรือการข้ามชนชั้น
คือเครื่องมือของชนชั้นปกครองที่ใช้ในการควบคุมและปกครองชนชั้นและสังคม
และแนวคิดเกี่ยวกับพันธลักษณ์[9] ฯลฯ
ก็ไม่ได้บทสรุปทางความรู้ ความต้องการ และความเข้าใจอย่างที่คาดหวัง (คุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง) ทั้งที่ชุมชนส่วนใหญ่เป็นชุมชนทางความคิด มักใช้อิทธิพลของกรอบแนวคิดของปัจเจกชนนิยม
(Individualism) สุดขอบมาบริหารจัดการความคิด
และหลงใหลไปตามคลื่นกระแสของทุนนิยมอย่างสุดตัว
แสวงหาและชิงความได้เปรียบเพื่อการอยู่รอด
เป็นผู้บริโภคหรือยอมรับข่าวสารข้อมูลที่ดี ซึ่งหลายๆ ครั้งกลายเป็นเครื่องมือมากกว่าการเป็นผู้ใช้ประโยชน์
หลังจากไปศึกษาต่อมาได้ 2-3 ปีแล้วก็ตาม กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ก็ยังคงได้พัดพาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
เข้าสู่ภาคการเมือง สังคม และชุมชนทางความคิดในองค์กรต่างๆ
ไปได้อย่างมากมาย ด้วยแนวคิดแบบประชาชาตินิยม
และแนวคิดประชานิยม
นำมาซึ่งแนวคิดของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยการใช้อำนาจรัฐที่ส่งผ่านมาสู่กระบวนการคิดและการจัดการต่างๆ
ในภาครัฐในการสั่งการ การปรับเปลี่ยนและการปฏิรูปต่างๆ บนพื้นฐานอันชอบธรรมของเสียงข้างมากในรัฐสภา (คณาธิปไตย หรือเผด็จการณ์โดยคณะและพวกพ้อง) ว่า ตนหรือพวกพ้องมีอำนาจ ด้วยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกรอบแนวคิดในกระบวนการคิด ที่ตนคิด ที่ตนรู้ (ความรู้และข้อมูลข่าวสาร) ที่ตนมีโอกาส และที่ตนมีอำนาจ บนข้ออ้างอิงหรือคำอธิบายที่สำคัญว่า เพื่อประโยชน์สูงสุด
และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดแห่งรัฐหรือองค์กร ขณะเดียวกัน
ก็แสดงหรือหยิบยืมความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นภาพขยายเพื่อการบทบัง เช่น การสำรวจข้อมูล
การทำโพล
และการทำประชาพิจารณ์ (Pubic Hearing) ต่างๆ
มาเป็นเครื่องมือของความชอบธรรมว่า
ได้กระทำแล้ว
แสวงหาแล้ว
และก็ได้บทสรุปและแนวทางที่ถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยอย่างยิ่งแล้ว แม้จะจริง-เท็จ (Fact
or Non-fact) เพียงใด ? แต่ด้วยมติของสภาที่สำเร็จรูป
ด้วยข้อมูลข่าวสารที่ได้เปรียบจึงถูกปรุงแต่งและจัดตั้ง ด้วยอำนาจที่เป็น Absolute
Power ทุกอย่างจึงถูกกำหนดขึ้นอย่างสำเร็จรูป และสวยงาม ดังนั้น ความชอบธรรมต่างๆ
จึงเกิดขึ้น ซึ่งตัวแบบที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ.2546-2550) ลงวันที่ 19 พฤษภาคม
2546 โดย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
(พ.ศ. 2546-2550) ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ[10] ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ
หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ
.ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2546 โดย คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา
พ.ศ..ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ[11]แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา (พ.ศ.25452549) ลงวันที่ 5 สิงหาคม
2546 โดย คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา
(พ.ศ.25452549)[12] และตามหนังสือกองการเจ้าหน้าที่
สำนักงานอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ด่วนที่สุด ที่ศธ. 0573.02/5567 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ที่กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดสถาบันฯ ใช้แบบประเมินที่กำหนด
ประเมินข้าราชการของหน่วยงาน
โดยยึดภารกิจของหน่วยงานและภารกิจตามตำแหน่งของข้าราชการ
อันอยู่บนพื้นฐานข้อตกลงร่วมกันของข้าราชการในหน่วยงานนั้นๆ โดยมีรายละเอียดที่ชัดเจน
ถูกต้อง โปร่งใสและเป็นธรรม สามารถตรวจสอบและเก็บเป็นหลักฐานได้ และให้หน่วยงาน
หรือกลุ่มหน่วยงานแต่ละแห่ง ได้พิจารณากำหนดเกณฑ์ในส่วนของจำนวนปริมาณงาน โดยเห็นชอบร่วมกันของข้าราชการในสังกัดนั้นๆ
เพื่อใช้เป็นหลักในการประเมินผลการปฏิบัติงานต่อไป
และให้จัดเรียงลำดับคะแนนที่ได้จากผลประเมิน โดย คำนวณเป็นค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน[13]
ของหน่วยงานนั้น ซึ่งใช้แนวทางการปฏิบัติหลักจากประกาศ อ.ก.พ.และ อ.ก.ค. สถาบันฯ
เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตามมาตรการที่
3 เหล่านี้คือตัวอย่างในบางส่วนของ Absolute Power ของอำนาจรัฐ และเป็นคณาธิปไตย หรือเผด็จการโดยคณะและพวกพ้องที่จัดตั้งอย่างสำเร็จรูป
อนาคต
เมื่อมองไปในช่วงระยะเวลาอีก
4-5 ปีข้างหน้า
ก็ยังพบว่า กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ยังคงครอบครองทุกๆ
สิ่งทุกอย่างของสังคม ชุมชนทางความคิด
และองค์กรนี้อย่างต่อเนื่อง
โดยพบว่า 1) ภารกิจนำอุดมศึกษาไทยต้องสู่ความทันสมัย
ประกอบด้วยภารกิจในการรื้อปรับระบบบริหารและการจัดการให้ทันสมัย
ซึ่งภารกิจที่จะต้องปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมด้วยคุณธรรม
และจริยธรรม
ที่พร้อมจะเป็นผู้นำในสังคมของชาติและของโลก ภารกิจในการสร้างคลังแห่งความรู้อันทันสมัย ทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี ข่าวสารความรู้ทางด้านวิชาการ ภารกิจในการค้นคว้าและพัฒนาองค์ความรู้ที่ทันสมัย ใช้ภูมิแห่งปัญญาท้องถิ่นที่บูรณาการกับวิทยาการอันทันสมัย
สามารถชี้นำสังคม ช่วยแก้ปัญหาให้แก่สังคมและประเทศและพัฒนาความรู้ใหม่ๆ
ให้เกิดขึ้น
ภารกิจในการสร้างชุมชนวิชาการ ทั้งในและนอกสถาบัน และความมีอิสระและเสรีภาพทางวิชาการ
ภารกิจในการสร้างผู้นำที่จะนำชาติและสังคมโลก 2) ภารกิจนำอุดมศึกษาสู่การเปิดเสรี
ซึ่งจะต้องพัฒนาคุณภาพด้วยการแข่งขันโดยเสรี
ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นการแข่งขันทั้งในด้านประสิทธิภาพของการบริหารและจัดการ การระดมทุนและทรัพยากร สนับสนุนสถาบัน ความร่วมมือระหว่างรัฐกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน
และการแข่งขันในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา 3) ภารกิจในการอุดมศึกษาสู่ปวงชน ซึ่งจะต้องนำอุดมศึกษาสู่ความหลากหลายและเหมาะสมแก่บุคคลและชุมชน
อุดมศึกษาซึ่งมีความเสมอภาค
ทุกคนมีโอกาสได้ศึกษาและสามารถสนองตอบได้ทุกเวลาและสถานที่ อุดมศึกษาซึ่งมีความต่อเนื่อง
ศึกษาได้ตลอดชีวิต และอุดมศึกษาที่ได้พัฒนาให้เหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรมไทย
มีเครือข่ายแห่งชาติศึกษาและเป็นการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมไทย 4) ภารกิจในการนำอุดมศึกษาสู่สากล
เป็นอุดมศึกษาที่มีความสัมพันธ์กับนานาชาติ ดูดซับความรู้ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพจากนานาชาติเข้าสู่คลังแห่งความรู้และเป็นอุดมศึกษา
ซึ่งสร้างสรรค์กลมกลืน หรือมีดุลยภาพระหว่างสังคมวัฒนธรรมไทยหรือความเป็นไทย และความเป็นสากลสัมพันธ์กับชนชาติอื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันได้โดยสันติในประชาคมโลก
โดยแนวทางของภารกิจและแนวทางปฏิบัติที่จะนำสถาบันอุดมศึกษาไปสู่ความทันสมัยนั้น
จะต้องประกอบด้วย 1) ภารกิจในการปฏิรูปโครงสร้าง การบริหาร
และการจัดการให้ทันสมัย 2) ภารกิจในการปฏิรูปการเรียนรู้และการถ่ายเทความรู้ที่ทันสมัย 3) ภารกิจในการสร้างคลังแห่งความรู้อันทันสมัย 4) ภารกิจในการค้นคว้าและพัฒนาองค์ความรู้ที่ทันสมัย และ 5) ภารกิจในการสร้างชุมชนวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา
และจำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาจะต้องมีคุณลักษณะพึงประสงค์ ที่ประกอบด้วย 1) มีขนาดที่พอเหมาะ 2) มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย 3) มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย 4) มีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ 5) มีการพัฒนาบุคลากรและพัฒนานิสิตนักศึกษาให้มีคุณภาพ
มีคุณธรรม และจริยธรรม 6) มีการผลิตบัณฑิตที่มุ่งคุณภาพพอๆ กับปริมาณ 7) มีความหลากหลายในหลักสูตรการเรียนการสอน 8) มีการร่วมลงทุนเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันและชุมชน 9) มีเครือข่ายสัมพันธ์ร่วมกับองค์กรอื่น และ 10) มีความเป็นนานาชาติเข้าถึงระดับสากล ซึ่งกรอบของวิสัยทัศน์สำหรับการพัฒนาการศึกษาในอนาคตจะประกอบด้วย
1) การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม 2) มีความเป็นผู้นำ มีจิตสำนึกแบบผู้ประกอบการ
มีความคิดและวิจารณญาณ
มีความริเริ่มสร้างสรรค์ มีวินัย มีความรับผิดชอบ นำไปสู่การพัฒนาประเทศได้ 3)
เป็นการศึกษาของปวงชน กระจายโอกาสสู่ปวงชนทุกระดับ ทุกอาชีพให้สามารถเข้าศึกษาในหลักสูตรและไม่รับปริญญาจากการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย 4) มีเอกภาพในเชิงนโยบายและมาตรฐาน 5) สถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล
สามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพที่เหมาะสม
และพัฒนายกระดับสู่สากล และ 6) สถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญามีพันธกิจในการให้การศึกษาขั้นสูงทางวิชาการและวิชาชีพ
จัดฝึกอบรมและพัฒนาทักษะที่เป็นความต้องการในการพัฒนาท้องถิ่น ชุมชนและประเทศชาติ
มีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี จัดบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
เนื่องจากกระแสการอุดมศึกษาโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ต้องมี
1) Masification หมายถึง การศึกษาเพื่อคนส่วนใหญ่ การจัดการอุดมศึกษา
ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
โดยมหาวิทยาลัยจะต้องจัดการศึกษาให้มีลักษณะเอื้อต่อคนทุกคน โดยถือเป็นสิทธิที่มนุษย์พึงมีที่เป็นสิทธิมนุษยชน 2) Privatization หมายถึง
มหาวิทยาลัยเป็นอิสระจากการดำเนินการ และการบริหาร เพื่อความคล่องตัว ไม่ยึดติดกับระบบระเบียบราชการ
จนเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน อันมีผลต่อคุณภาพบัณฑิต 3)
Marketization หมายถึง การอุดมศึกษาต้องสนองประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ
อุดมศึกษาทั่วโลกกำลังเดิน หรือขับเคลื่อนและปรับทิศทางให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
4) Standardization หมายถึงความมีมาตรฐานของการอุดมศึกษา
ต้องสร้างมาตรฐานเพื่อประกันคุณภาพในตัวบัณฑิตให้เป็นไปตามหลักคุณภาพสากล 5) Globalization หมายถึง
โลกที่ไร้พรมแดนเป็นโลกใบเดียวกัน
การศึกษาจะต้องสื่อสารถึงกันทั่วโลก อนาคตการศึกษาไม่มีกำแพงขวางกั้น
อุดมศึกษาของประเทศที่อยู่ห่างไกลจากอีกประเทศหนึ่ง คนในประเทศนั้นสามารถเรียนได้โดยยังอยู่ประเทศของตนมีการเชื่อมโยงกันทั้งสถานศึกษาและหลักสูตร
และ 6) Technologicalization หมายถึง ไอที (IT) เจริญการศึกษาก็เจริญตาม ทำให้ระบบตลาดการศึกษาเติบโตอย่างกว้างขวาง จึงเกิดมหาวิทยาลัยเสมือนจริง
ห้องสมุดเสมือนจริง และห้องเรียนเสมือนจริงในอนาคต
ซึ่งผู้เรียนอาจไม่ต้องเดินทางไปเรียนยังสถาบันตนเอง แต่นั่งเรียนอยู่กับบ้านโดยใช้สื่อของเทคโนโลยีการสื่อสาร
ด้วยแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ และรูปแบบสถาบันอุดมศึกษาในอนาคต
จะจัดรูปแบบของสถาบันอุดมศึกษาดังต่อไปนี้มากขึ้น คือ
1. วิทยาลัยชุมชน (Community College) ซึ่งเป็นสถาบันที่เปิดโอกาสกว้าง
(Open Door) ให้ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อและต่อชุมชนมีส่วนร่วม
การรับเข้าเรียนง่ายมีความหลากหลายของรายวิชา
เน้นการดำเนินการเรียนการสอนมากกว่าการวิจัย การบริการให้กับผู้เรียนหลายกลุ่ม หลายประเภท เน้นการเรียน 2 ปี
โดยแต่เดิมจะเน้นด้านสาขาวิชาการอาชีวศึกษา และด้านเทคนิค เป็นหลักสูตรที่เตรียมสำหรับการเรียนขั้นสูงต่อไป
หรือเป็นการศึกษาเพิ่มเติมที่เป็นวิชาการหรือประสบการณ์ต่างๆ
วิทยาลัยชุมชนจะมุ่งตอบสนองความต้องการชุมชน มีกิจกรรมที่เน้นชุมชนเป็นฐาน และร่วมกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของชุมชนจัดการศึกษา
ในรูปแบบของสหกิจศึกษา ซึ่งวิทยาลัยชุมชนมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงและหาวิธีการใหม่ๆ
2. มหาวิทยาลัยวิจัย (Research University) ซึ่งเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยที่เชื่อว่า
การมีส่วนร่วมของคณาจารย์ในการวิจัยจะเพิ่มคุณภาพของการเรียนการสอน นักศึกษามีโอกาสในการเรียนรู้โดยผ่านการวิจัย
และงานวิจัยแสดงถึงความก้าวหน้าและทันสมัยของสาขาวิชา
มหาวิทยาลัยวิจัยมีบทบาทในการขยายขอบเขตความรู้ทำหน้าที่บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และมีนวัตกรรม
ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้ แม้ว่าจะยังคงรักษาหลักการและประเพณีทางความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอกแบบใหม่ๆ
3. มหาวิทยาลัยเสมือน
(Vitual University) ซึ่งมหาวิทยาลัยเสมือนจะส่งเสริมความร่วมมือทุก
ระดับเพื่อพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้
ซึ่งประกอบด้วยผู้เรียนที่หลากหลาย มีวิธีการเรียนแบบต่างๆ และแหล่งสารสนเทศ
การศึกษาจะต้องสอดคล้องกับลักษณะของเทคโนโลยีที่เป็นทางผ่านของระบบสารสนเทศ
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งความรู้ที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย โดยไม่มีข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ สถาบันประเภทนี้จะต้องอาศัยเทคโนโลยีในการดำเนินกิจกรรมทุกๆ
อย่าง การบริหารจัดการ Vitual
University จะมีสำนักงานกลางขนาดเล็กเพื่อประสานงานต่างๆ
ขององค์กร
และต้องอาศัยหน่วยงานภายนอกในการดำเนินงาน ดังนั้น
โครงสร้างองค์กรจึงเป็นแนวราบและพยายามควบคุมความสิ้นเปลือง โดยเฉพาะเป็นสถาบันที่มุ่งกำไรคล้ายกับมหาวิทยาลัยชุมชน
สถาบันเสมือนมุ่งสนองตอบกลุ่มคนที่แตกต่างจากกลุ่มนักศึกษาปกติ
ผู้เรียนมาจากทุกแห่งในประเทศ โดยการเรียนผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถาบันเหล่านี้สร้างความเชื่อมโยงกับสังคมโลกจึงมีข้อได้เปรียบ
4. มหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลายทางวิชาการ (Comprehensive
University) ซึ่งมีการจัดหลักสูตรการศึกษาที่หลากหลาย
เพื่อเตรียมนักศึกษาระดับปริญญาตรีเพื่องานอาชีพและการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
ส่งเสริมประชาธิปไตยของการอุดมศึกษาที่ว่า
นักศึกษาสามารถเลือกเรียนสิ่งที่ตนเองสนใจได้
มหาวิทยาลัยในกลุ่มนี้จะมีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน มีตั้งแต่วิทยาลัยขนาดเล็กจนถึงมหาวิทยาลัยของรัฐขนาดใหญ่
จัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการของนักศึกษาทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ
5. มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง (Specialty University) เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางที่มุ่งจัดการศึกษาบางสาขาวิชาในขอบเขตที่จำกัดเฉพาะด้าน
ศึกษาในทางลึก และจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อม ที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เรียนและเพื่อนในสาขาเดียวกัน
เป็นหลักสูตรที่เน้นความต้องการของตลาดงานและสนองตอบของผู้จ้างงานบางกลุ่ม ได้แก่
วิทยาลัยแห่งบรรษัท (Corporate College) กลุ่มสหพันธ์สถาบันและวิทยาลัยเทคนิค
(Technical Institutions) สถาบันแห่งบรรษัท (Corporate
Institution) เป็นสถาบันที่จัดการเรียนการสอนให้กับพนักงานของบริษัท
มุ่งตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นในธุรกิจ และสนองตอบความต้องการของบริษัทในทันที มหาวิทยาลัยของธุรกิจ (Corporate
University) ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้การฝึกอบรมเป็นระบบ
มีการลงทุนทางการศึกษาที่ได้ผลสูงสุด
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบริษัท เผยแพร่ค่านิยมร่วมกันขององค์กร พัฒนาศักยภาพของแรงงาน และดำรงความสามารถในการแข่งขันในตลาด
นอกจากนี้
ยังมีกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการที่สำคัญ ได้แก่ 1) ต้องสร้างความเชี่ยวชาญ 2)
ต้องกระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค 3) ต้องใช้ทรัพยากรร่วมกันด้วยการสร้างเครือข่าย
4) ต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษาสายวิชาชีพ วิชาการ และอาชีวศึกษา 5)
ต้องเชื่อมโยงระหว่างโลกของงานกับชีวิตจริง 6) ต้องจัดการศึกษาต่อเนื่อง
7) ต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรอุดมศึกษากับหลักสูตรขั้นพื้นฐาน และระหว่างหลักสูตรอุดมศึกษาด้วยกัน
ทั้งในและต่างประเทศ 8) ต้องให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่มวลชน 9) ต้องส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา
และ 10) ต้องใช้ประโยชน์ของอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาการศึกษาและวัฒนธรรม
จากพันธะและพันธนาการที่จะต้องกระทำในอนาคต
เพื่อให้สอดคล้องต่อการวิ่งให้เท่าทันหรือตามกระแสของการเปลี่ยนแปลงให้ทัน ตลอดจนการปฏิบัติตามนโยบายที่เป็น Absolute
Power ที่กำหนดมาอย่างเคร่งครัด ด้วยการปฏิบัติตนเป็น Good Boy (ซึ่งเมื่อศึกษารายละเอียดต่างๆ อย่างมากมายแล้วจะพบว่า
มันเป็นเพียงหลุมพลางที่สวยงามและยาวไกล) โดยพยายามแสดงอาการว่า พร้อม พร้อมที่จะไปอยู่ในระบบใหม่
ข้าพเจ้าฯ
ได้แต่หยุดยืนแล้วทอดมองอย่างอาลัย
และคิดตามไปข้างหน้าไกลๆ ว่า
องค์กรที่มีลักษณะเสมือนเป็ดง่อย ที่ไม่มีความพร้อมอะไรสักอย่าง แต่มีความทะยานอยากที่จะไปว่ายน้ำหรือจะไปบินแข่งกับหงส์ขาวที่โตเต็มวัย
ซึ่งดูแล้วมันน่าจะเป็นเรื่องเศร้าที่ในไม่ช้าหรือในท้ายที่สุด
เมื่อปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆ ไม่สามารถสนับสนุนหรือช่วยเหลือเกื้อกูลได้
เนื่องจากความไม่เพียงพอและความไม่พร้อม การมีองค์กรที่มีศักยภาพในการแข่งขันต่างๆ
ที่มีจำนวนมากมายทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ เมื่อลูกค้าหรือผู้รับบริการที่มีปริมาณน้อยลง งบประมาณและเงินสนับสนุนต่อหัวของรัฐที่จัดสรรให้ลดลง และหลักเกณฑ์ในทางปฏิบัติของ กพร. ที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวย
ตลอดจนกระแสการเปิดเสรีทางการค้าและการบริการ (FTA) ซึ่งภารกิจหลักต่างๆ
ของอุดมศึกษาต่างๆ มีสภาพไม่แตกต่างจากธุรกิจภาคบริการ
ในที่สุดภาพลักษณ์หรือการสร้างภาพลักษณ์ที่พร่าเลือนในรายละเอียดต่างๆ
ก็จะแสดงหรือกระจ่างออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ไม่ใช่ และก็นำไปสู่สภาวะของแสวงหาโอกาสและวิถีทางเพื่อการอยู่รอดด้วยวิธีการลดรูปลักษณ์ จากองค์กร Comprehensive
University ไปสู่ Specialty
University และเปลี่ยนแปลงไปเป็น
Community College ซึ่งในที่สุดก็อาจจะกลายเป็นสถาบันหรือพิพิธภัณฑ์ หรือโบราณสถานทางความคิด ทางจินตนาการ และทางปัญญาไปในที่สุด ซึ่งเมื่อคิดต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้แต่ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้ไหมว่า เป็ดง่อยจะกลายเป็นหงส์แดง... คงต้องขอใช้วิธีการคิดแบบการอุปมาน
(Inductive Method) ของ ฟรานซิส เบคอน มาใช้ เผื่อว่าสักวันโลกนี้จะมีหรือค้นพบหงส์ที่เป็นสีแดง
(ขอร้องอย่าเอาวิธีคิดแบบศรีธนชัยมาใช้)
เมื่อต้องมองดูสภาพและสภาวการณ์ต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลง ที่รับรู้ ที่ศึกษา
และที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ให้ต้องรู้สึกอึดอัดและขัดแย้งต่อกระแสต่างๆ เมื่อพบว่า กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)
ได้พันธนาการทางปัญญา
ความคิด
และชีวิตอยู่ตลอดเวลา และก็คงจะดำเนินไปเช่นนี้ต่อๆ ไป เพราะกระแสอัศดงคตานุวัตร (Westernization)
หรือสากลลานุวัตร (Internationalization) ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคของการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมต่างๆ
ในอดีต ที่เกิดขึ้นมาในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นแบบแผน
หรือเป็นแบบอย่างแบบหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ยุคนี้เป็นยุคของเทคโนโลยีและข่าวสารข้อมูลที่เป็นจริงและเสมือนจริง มีภาวะของความไร้พรมแดน มีแนวคิดของหลักการที่ว่าด้วยความรู้คืออำนาจ
ที่ผู้ใช้หรือผู้มีอำนาจจะหยิบยืมมา
หรือเลือกมาใช้เพื่อยังประโยชน์และอำนาจต่างๆ และคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เมื่ออำนาจคือความหอมหวาน
คือสิ่งเสพติดที่ยากยิ่งต่อการตัดใจห่างหรือละเว้นเมื่อได้เสพแล้ว ของชนชั้นปกครองและผู้แสวงหา ซึ่งขับเคลื่อนและเป็นมาเหมือนๆ
กันในทุกยุค ทุกสมัย
และคงต้องยอมรับสภาพว่า มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากต่อการต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้
เพราะแม้แต่ชุมชนทางความคิดที่มีหลักการและมีความเชื่อแบบปัจเจกชนนิยม(Individualism
or Individuation) และกระแสความคิดแบบท้องถิ่นนิยมหรือแบบภูมิภาคนิยม
(Localization) สูง ที่มีความเชื่อในความคิดที่เป็นอิสระและเสรีภาพ ที่มีความเชื่อว่า ความเชื่อ ความคิด
และสิ่งที่ตนประพฤติและปฏิบัติมานั้น เป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นสิ่งที่รับใช้สังคม และจิตวิญญาณมนุษย์ ยังกลับกลายเป็นสิ่งที่คิด
เป็นสิ่งที่สนองความคิด
และความต้องการของตนเอง
บนปัจจัยพื้นฐานของ Maslow
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เพื่อความอยู่รอด
มันเป็นเรื่องที่ลำบากมากสำหรับการมีพฤติกรรมที่หยุดยืนมองเฉยๆ
แล้วเมื่อถึงเวลาก็เดินผ่านไปเพื่อหาที่ยืนมองใหม่ โดยไม่ได้ถกแถลงความคิดใดๆ ออกมาบ้าง
แต่ก็คงเป็นสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า
เป็นสภาพการล้นทางความคิดของผู้เขียนมากกว่า ที่ชุมชนของนักคิดเหล่านี้และองค์กรจะรู้เรื่องหรือจะเข้าใจ
ก็คงทำหน้าที่ได้แต่การเป็นผู้ทำนายทายทักอนาคตได้เท่านั้นว่า โลกาภิวัตน์ (Globalization)
เป็นเครื่องมือ
เป็นแหล่งของข่าวสารข้อมูลที่เป็นจริงและเสมือนจริง มีภาวะของความไร้พรมแดน โดยมีแนวคิดหรือหลักการที่ว่าด้วย ความรู้คืออำนาจ ที่ผู้ใช้หรือผู้มีอำนาจจะหยิบยืมมา
หรือเลือกมาใช้เพื่อยังประโยชน์และอำนาจต่างๆ บนหลักการของการทำให้เป็นทันสมัย
(Modernlization) ด้วยการอ้างอิงหรือเทียบเคียงที่ชอบธรรม โดยเฉพาะกับกลุ่มชนชั้นปกครอง
และผู้ไขว่คว้าและแสวงหาอำนาจ ที่กำลังแพร่และจะพัดเข้ามาในไม่ช้านี้ ซึ่งวัคซีนที่จะรักษาหรือดุลยภาพ
ก็คงมีแต่เพียงปัจเจกชนนิยม (Individualism or Individuation) ที่อยู่บนพื้นฐานของประชาชาตินิยม
(Internationalism) ที่มีการประชาพิจารณ์ (Pubic
Hearing) เป็นเครื่องมือ ซึ่งก็คงจะแล้วแต่ท่านๆ
ในชุมชนทางความคิดหรือองค์กรแห่งนี้
ที่จะยินยอมไปในทิศทางใด ...ฤ จะยอมให้ร่าง ความคิดและจิตใจนี้
ถูกพันธนาการไปตลอดชีวิต
[1] นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. 2547
[2] ธีรยุทธ บุญมี. จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย.
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน. 2536.
[3] วีรกร ตรีเศศ. " โลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ ไม่ใช่อุดมการณ์, ". มติชนรายสัปดาห์. 20(1018). (2543, 22
กุมภาพันธ์) : 24.
[4] Rainondo Strassoldo. "
Globalism and Localism : Theoretical refections and some evidence, ". in
Zdravko Mlinar. Globalization and Territorial Identities. Newcastle
: Alhernaeum Press, Ltd., 1992.
[5] เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. " สังคมแห่งความรุนแรง พฤติกรรมสั่งสมความเลวร้าย, ". สังคมทุรชน : ยุทธศาสตร์
ความล่มสลายของสังคม. กรุงเทพฯ :
บริษัท ส.เอเชียเพรส จำกัด. สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา. 2539.
[6] Zdravko Mlinar. "
Individuation and Globalization : The Transformation of Territorial Social
Organization, ".
Globalization and Territorial
Identities. Newcastle : Alhernaeum Press, Ltd., 1992.
[7] Rainondo Strassoldo. 1992. อ้างแล้ว
[8] ชัยอนันต์ สมุทวณิช. โลกานุวัตรกับอนาคตของประเทศไทย.
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ผู้จัดการ. 2537.
[9] พันธลักษณ์ หมายถึง
ลักษณะที่มีหรือที่เป็นลักษณะโดยเฉพาะของกลุ่มหรือเป็นพวกเดียวกัน อันได้แก่ ลักษณะ
ทาง ชนชาติ เผ่าพันธุ์
ชาตินิยม
และวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ ที่มีความเฉพาะ ตัวอย่างเช่น
ลักษณะเชื้อชาติ
ลักษณะวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ภาษาและสำเนียง อุดมการณ์ จิตสำนึก ศาสนา
พฤติกรรมการดำรง
ชีวิต
ตลอดจนองค์ความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะของชนในชาตินั้นๆ ฯลฯ ;
ผู้เขียน. 2543.
[10]
http://www.thaigov.go.th/news/cab/46/cab19may46.doc.
[11] http://www.thaigov.go.th/news/cab/46/cab24jun46.doc.
[12]
http://www.thaigov.go.th/news/cab/46/cab05aug46.doc.
[13] ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่กำหนดให้หานั้น
จะใช้หลักการหรือวิธีการอย่างไรในการวิเคราะห์ เนื่องจาก
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินนั้น
ไม่มีความถูกต้องในเชิงวิชาการต่างๆ
ทางหลักการวัดผลและหลักการทางสถิติ
อันได้แก่
แนวทางและเหตุผลของการสร้างเครื่องมือ การวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือ (ค่าความเชื่อมั่น
ค่าอำนาจจำแนก
ฯลฯ) และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
(มีลักษณะสอบถามทัศนะหรือความคิดเห็น ซึ่งมีโอกาส
เบี่ยงเบน หรือมีการ Bias ได้ เพราะเป็นการศึกษาในเชิงสังคมศาสตร์ ที่สามารถสรุปได้ในเชิงประมาณการได้ใน
ช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ
หรือกรณีศึกษาหนึ่งๆ เท่านั้น
จึงไม่สามารถพิสูจน์ความจริงอันสัมบูรณ์ได้เท่ากับการศึกษาใน
เชิงวิทยาศาสตร์)
นั้น และเป็นเครื่องมือที่กำหนดวิธีการประเมินแบบการให้น้ำหนักคะแนนใน 4 ระดับ นอกจาก
นี้
ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานนั้น เป็นเพียงค่าคะแนนที่ประมาณจากค่าพารามิเตอร์ (Parameter) เท่านั้น
ดังนั้น
จึงควรดำเนินการสร้างเครื่องมือให้ได้คุณภาพและมีความเหมาะสมตามลักษณะ สภาพ และความหลาก
หลายของแต่ละกลุ่มประชากรหรือหรือกลุ่มตัวอย่าง (Histerogeneity) : ผู้เขียน..2547.