ยุคทุนนิยมเสรีแบบแข่งขัน : ผลกระทบต่อการสิ้นสูญของครูพันธุ์ไทย

 

ประวิตร  โหรา[1]

 

บทนำ

 

ในอดีต การแบ่งชนชั้นทางสังคมและการมีอำนาจปกครองรัฐจะถูกควบคุมดูแลและครอบครอง จะเป็นของกษัตริย์   

เชื้อพระวงศ์   กลุ่มชนชั้นปกครอง  และขุนศึกศักดินาในระดับต่างๆ  หรืออาจจะเรียกอย่างง่ายๆ ว่า “ ชนชั้นสูง (Elite Class) “ 

ซึ่งการปรับเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนตำแหน่งหรือชนชั้นในระดับต่างๆ นั้น จะได้มาจากการทำศึกสงคราม หรือการได้รับพระราชทาน

การเลื่อนยศตำแหน่งศักดินา อันเกิดจากการกระทำชอบหรือพึงพอใจแก่กษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองรัฐ (Rulers or Leaders) นั้นๆ

โดยการเป็นหรือการเลื่อนตำแหน่งทางสังคมเหล่านี้ สามารถนำมาซึ่งสถานภาพทางสังคม ผลประโยชน์ อำนาจ  ไร่นาหรือที่ทำกิน 

รายได้  และบริวารข้าทาส   ดังนั้น การที่จะคงไว้หรือการก้าวขึ้นสู่บรรดาศักดิ์ที่สูงกว่าเดิม  จึงมักจะเกิดจากการพยายามสร้างสรรค์

สิ่งต่างๆ  เพื่อสอรับกับความพึงพอใจของกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองรัฐนั้นๆ อันได้แก่ ความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่ใน

กิจการต่างๆ อย่างเต็มความสามารถ และการประจบสอพลอในสิ่งต่างๆ เช่น การเสนอหน้า การกลั่นแกล้ง การให้ร้ายป้ายสีผู้อื่น  การให้และถวายเครื่องบรรณาการต่างๆ ตลอดจนการโค่นล้มระบบ การแย่งชิงอำนาจราชสมบัติและการปกครอง ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ ของตนและกลุ่มพวกพ้อง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถรับรู้ได้จากหลักฐานและข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่มีหรือเกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แต่จากยุคบรรพกาลนั้น  มนุษย์ได้มีการอภิวัฒน์หรือมีการปฏิวัติเพื่อล้มล้างของมนุษยชาติจากยุคบรรพกาลสู่ยุคเกษตรกรรม ไปสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ศตวรรษที่ 17-19) และเข้าสู่ยุคของโลกาภิวัตน์ (Globalization) แห่งศตวรรษนี้  ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ของโลกอย่างรุนแรงในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเป็นการสอดแทรกและแอบแฝงเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ให้เปลี่ยนแปลงไป ที่สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปในวัฒนธรรมแบบต่างๆ ให้ได้เห็นหรือรับรู้ได้คือ การเปลี่ยนจากธรรมชาตินิยมไปสู่ลัทธิเทวสิทธิ์ (การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับศาสนา) วิทยาศาสตร์และการศึกษา  การเปลี่ยนแปลงจากลัทธิจักรวรรดินิยมไปสู่ลัทธิเสรีนิยมและสังคมนิยม ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามแบบอัศดงคตานุวัตร (Westernization) หรือสากลนุวัตร (Internationalization)[2] ของเสรีนิยม ทุนนิยมข้ามชาติ โลกาภิวัตน์ (Globalization) และเทคโนโลยี IT ตามลำดับและอย่างต่อเนื่อง  โดยการเกิดหรือสภาพต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นหรือเริ่มต้นจากรัฐชาติทางตะวันตก จากนั้น...จึงดำเนินการถ่ายทอดหรือส่งผ่านด้วยวิธีการต่างๆ มาสู่รัฐชาติทางตะวันออก   ซึ่งหากมองหรือทำการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจให้ลงลึกแล้วจะพบว่า  การอภิวัฒน์ต่างๆ เหล่านี้มีพื้นฐานหรือเป้าหมายสูงสุด คือการแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐชาติตะวันตกเป็นส่วนสำคัญ อันได้แก่ การแสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ แรงงานทาส อาณาเขต หรืออาณานิคม (Colonial) หรือการครอบครอง  ตลาด เงินตรา การยอมรับ การครอบงำ หรือพวกพ้อง  และอำนาจที่กล่าวอ้างว่า เป็นความชอบธรรมในบริบทของสังคมโลก  ที่สามารถสรุปได้อย่างง่ายๆ และเบ็ดเสร็จก็คือ การมีเป้าหมายเพียงเพื่อการแสวงหาและแย่งชิงผลประโยชน์อันสูงสุดทางด้านเศรษฐกิจ หรือเพื่อความมั่งคั่งของรัฐชาติตะวันตกเป็นสำคัญ

รัฐชาติไทก็เช่นกัน ได้รับผลกระทบจากการอภิวัฒน์ที่กระทำโดยรัฐชาติทางตะวันตกที่มีความรุนแรง และผูกพันธ์เป็นระยะ

ที่ยาวนานมาจนถึงรุ่นลูกและรุ่นหลานของชนชาติไทไปถึงในอนาคต นั่นก็คือการต้องยอมรับการทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ (.. 2369)

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  โดยพระองค์ได้ทรงเตือนให้คนไทยทั้งหลายให้ระวังรัฐชาติตะวันตก

ซึ่งการที่รัฐชาติไทต้องยอมรับและปฏิบัติตามสนธิสัญญาเบอร์นี่ในครั้งนั้น ได้นำพาความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างมากมายมาสู่

รัฐชาติไท  นั่นคือการก่อให้เกิดเป็น “ระเบียบข้อบังคับ (Regime)“ ที่นำมาสู่การครอบครอง ครอบงำ (ลัทธิการล่าอาณานิคมของ

ตะวันตก) และก่อให้เกิดลัทธิทุนนิยมหรือการแข่งขันทางการค้า

และเมื่อการเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมและต่อถึงยุคสงครามเย็นนั้น ก่อให้เกิดสภาวะที่ส่งผลให้การศึกษา หรือการ

มีความรู้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาทางความคิดให้เกิดขึ้นแก่คนในสังคมมากขึ้น และมีผลกระทบที่สำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

และต่อสังคม คือการได้รับการถ่ายทอดวิทยาการและความรู้ในศาสตร์ต่างๆ จากอารยประเทศ โดยเฉพาะจากนานาประเทศทาง

ตะวันตกที่ได้นำเข้ามาเผยแพร่สู่รัฐชาติไทหรือประเทศไทย ลอดจนการออกเดินทางไปแสวงหาภูมิความรู้ทางปัญญาและ

ประสบการณ์ต่างๆ จากต่างประเทศของกลุ่มชนชั้นปกครอง กลุ่มชนชั้นขุนศึกและศักดินา และกลุ่มนายทุนในระดับต่างๆ ของ

รัฐชาติไท และได้ก่อให้เกิดกระแสแนวคิดแบบอัศดงคตานุวัตร (Westernization) หรือสากลนุวัตร (Internationalization)

ขึ้นในสังคมไทย  การพัฒนาการนี้ได้นำไปสู่ความเชื่อที่ว่า “ การศึกษาคือบันไดที่สามารถก้าวขึ้นสู่ชนชั้นในระดับสูงของสังคมได้ “

จนมีคำพูดที่ปู่ย่า ตายาย หรือแม้แต่พ่อแม่ ที่ต่างอบรมสั่งสอนและปลูกฝังบุตรหลานของตนเองว่า “ เรียนหนังสือให้เก่งๆ

เรียนหนังสือให้สูงๆ นะลูก  จะได้..ได้เป็นเจ้าคน…นายคน “  ทั้งนี้เพราะในช่วงของยุคสมัยนี้  ผู้ที่ได้รับการศึกษาหรือมีการศึกษา

สูงหรือมาก มักจะมีโอกาสที่จะได้รับเลือกเข้าสู่ระบบราชการหรือเข้าสู่ชนชั้นปกครอง[3] ได้ง่ายกว่าผู้ที่ระดับการศึกษาที่ต่ำหรือไม่มี

การศึกษา และการที่มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ระดับทางชนชั้นที่สูงขึ้นหรือชนชั้นปกครองได้  สิ่งที่จะได้รับหรือตามมา คือโอกาส  อำนาจ 

วาสนา  และทรัพย์ศฤงคารต่างๆ ที่สามารถจะแสวงหาได้โดยง่ายเช่นเดียวกัน  สำหรับในยุคสมัยนี้การศึกษาจึงกลายเป็นเสรีภาพ

ที่มีมากที่สุด  และเป็นวิธีการเดียวที่กลุ่มชนชั้นในสังคมที่อยู่ในระดับล่างๆ ของสังคมที่สามารถไขว่คว้าหรือแสวงหาได้อย่าง

เป็นอิสระเสรีมากที่สุด  เพราะไม่มีคำว่า “ ชนชั้น (Class) “ มาขีดกั้นศักยภาพและความสามารถ เพราะทุกๆ คนในสังคมจะถูกวัด

หรือประเมินกันที่คุณภาพและความสามารถทางการศึกษาเป็นสำคัญ คนจน ไพร่ ชาวนา กรรมกร หรือแม้แต่นักบวชในศาสนาต่างๆ  

จึงต่างก็จะพยายามส่งเสริมลูกหลานของตนให้เข้าสู่ระบบการศึกษาให้มากที่สุด  โดยเฉพาะการเข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา  

อันจะเห็นและรับรู้ได้จากตัวอย่างของชนชั้นปกครองของประเทศ หรือของรัฐในทุกระดับและในสมัยต่างๆ ที่บ้างก็มาจากลูกแม่ค้า

บ้างก็มาจากเด็กวัด บ้างก็มาจากลูกชาวนา  เหล่านี้เป็นต้น  ดังนั้น ระบบชนชั้นจึงไม่เกิดขึ้นในการศึกษาและปัญญาของมนุษย์หรือ

อาจกล่าวได้ว่า “ เป็นอิสระภาพ และเสรีภาพที่สุดในสังคม “ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากศักยภาพและโอกาสที่ใครจะมีมากมายกว่ากัน

เท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกชนชั้น หรืออาจจะสรุปอย่างง่ายๆ ว่า “ ความรู้คืออำนาจ และโอกาส “

 

บทบาทของทุนนิยมที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

 

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เทคโนโลยีการสื่อสาร ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ตลอดจนการควบคุมข้อมูล

ข่าวสารถูกผู้ที่มีอำนาจและทุนนิยมข้ามชาติ ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการจัดการและชี้นำระบบโลกอย่างมากมาย  สิ่งที่ก่อ

ให้เกิดหรือมีผลตามมาก็คือ 1) การสิ้นสุดลงของสงครามเย็นระหว่างขั้วลัทธิการปกครองแบบคอมมิวนิสต์กับขั้วลัทธิเสรีนิยม 

2) สิ้นสุดหรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  3) แนวคิดการบริหารและจัดการที่เน้นและให้ความสำคัญในการผลิต ที่ต้องการ

ลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด  แต่ต้องได้ผลผลิตและมีกำไรมากที่สุด  ซึ่งก่อให้เกิดแนวคิดการแข่งขันอย่างเสรี (ตามแนวคิด

ทุนนิยมแบบแข่งขัน) และการกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรง 4) การเกิดองค์กรเหนือโลก (Super Nation) ต่างๆ ขึ้น เช่น World

Bank WTO และ IMF ฯลฯ  5) การเกิดภาวะไร้ระเบียบของระบบโลกตามแนวคิดทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory)[4]  ที่สามารถ

อธิบายปรากฏการณ์การเกิดสงครามทุน หรือสงครามทางการค้าอย่างรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไปทั่วโลก เช่น ปัญหา

ฟองสบู่แตก (โรคต้มยำกุ้ง) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย   ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก

ในเวลาต่อมา โดยก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง[5]  6) การสิ้นสุดของพรมแดนแห่งรัฐหรือเขตแดน

แห่งรัฐมีขอบที่บางลง และ 7) ระบบทุนหรือภาคเศรษฐกิจมีบทบาทและมีความสำคัญเหนือรัฐและอำนาจของรัฐ โดยเป็นตัวการ

หรือเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดและผลักดันให้รัฐขับเคลื่อนไปในทิศทางใด  จากเหตุผลและตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้  ได้มีผลและ

ส่งผลให้อำนาจ บทบาท และการชี้นำในการปกครองรัฐ จึงถูกเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนมือ (Transference) ไปจากชนชั้นปกครอง

หรือชนชั้นสูง (Elite Class) ไปสู่ชนชั้นนายทุนหรือเจ้าของทุนการผลิต    และแล้วความเชื่อจากเดิมที่ว่า “ ความรู้คืออำนาจ “

จึงเปลี่ยนแปลงไป   เมื่อระบบเศรษฐกิจหรือทุนนิยมเข้ามามีบทบาทหรือชี้นำ ที่เข้มแข็งมากขึ้น ระบบการปกครองหรือการมีอำนาจ

เหนือรัฐก็ได้เปลี่ยนมือไปสู่มือของกลุ่มนายทุนหรือเจ้าของทุนการผลิตอย่างเบ็ดเสร็จ  นั่นก็คือ ชนชั้นทางสังคมที่มีอำนาจสูงสุด

หรือมีอำนาจมากที่สุดเหนือรัฐ จึงกลายเป็นของเจ้าของทุน ซึ่งอาจจะกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า “ การจัดการเหนือรัฐในลักษณะต่างๆ

ถูกกำหนดโดยทุนนิยมแบบผูกขาดหรือทุนนิยมแบบเบ็ดเสร็จ ”

ระบบของการจัดการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ระบบทุนนิยมได้เข้ามาหล่อเลี้ยงและฟูมฟักให้ระบบการศึกษาคงอยู่และ

ลื่นไหลไปอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่แอบแฝงอยู่ในเงามืด และใช้กระบวนการจัดการต่างๆ ทำการควบคุมไว้  เพื่อไม่ให้เกิดการ

เปลี่ยนแปลงทางชนชั้นทางสังคมเกิดขึ้นได้โดยง่าย  เพียงแต่ให้อยู่ในลักษณะของทาสรัฐหรือต้องซื่อสัตย์ต่อรัฐ อันได้แก่

1.  การจัดการของภาครัฐในนโยบายเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่มีภาคบังคับ 12 ปี  แก่เยาวชนและคนในชาติ ให้ต้อง

ได้รับการศึกษาทุกคนและอย่างเท่าเทียมกัน และทุกคนต้องเรียนตามภาคบังคับ  โดยประกาศเจตนาว่า “ นี่คือแนวคิดแบบ

รัฐสวัสดิการ (Welfare State) “  แต่ในความเป็นจริงที่แอบแฝงนั้น เป็นเพียงเพื่อต้องการประกาศให้สังคมโลกได้รู้ว่า ประชากร

ในรัฐชาติมีคุณภาพและมีการศึกษาอยู่ในระดับสูง (ซึ่งตัวเลขที่ประกาศนั้น เป็นเพียงตัวเลขของการทำนายหรือการคำนวนทาง

สถิติเท่านั้นเพราะในความเป็นจริง การจัดการศึกษาจะมีคุณภาพหรือไม่นั้น ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนและอย่างเป็น

รูปธรรม และที่สำคัญโดยเฉพาะในกลุ่มของการจัดการศึกษาแบบขยายโอกาส และการจัดการศึกษาในส่วนท้องถิ่นที่ยังขาดทั้ง

งบประมาณ  ทุนมนุษย์  สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  และคุณภาพในการบริหารการจัดการ)  แต่เมื่อพ่อแม่หรือผู้ปกครองมี

ปัญหา หรือไม่มีกำลังทางเศรษฐกิจที่เพียงพอที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้ลูกหลานเข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับ 12 ปีได้ 

รัฐที่มีรูปแบบของการจัดการแบบนายทุนก็ได้นำเสนอหรือให้โอกาสในการกู้ยืมเงินจากภาครัฐ เพื่อนำมาใช้จ่ายในการศึกษาได้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นหรือผลที่เกิดขึ้นและตามมาก็คือ “ การเกิดทาสอย่างสมบูรณ์ในรัฐทุนนิยม “ จึงเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะสรุปแบบเปรียบเปรย

ได้ว่า นโยบายการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี คือเครื่องมือของทุนนิยมแบบเบ็ดเสร็จ  ที่ใช้ในการควบคุมคนหรือปกครองประชากรในรัฐ

ให้เชื่อฟังหรือเป็นทาสรัฐ

2.  ณ ปี ค.. 2002   เมื่อ WTO  ได้กำหนดเป็นข้อบังคับ (Regime)  เพื่อให้ประเทศสมาชิกทั้งหลายจะต้องปฏิบัติ 

โดยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าในอุตสาหกรรมภาคบริการ   ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมภาคบริการที่สำคัญคือ ด้านการจัดการศึกษา

ที่จะต้องเปิดเสรีและให้โอกาสทางการแข่งขันได้อย่างเสรีโดยปราศจากการกีดกันทางการค้าและด้านการบริการต่างๆ ดังนั้น

จึงกลายเป็นโอกาสหรือเป็นช่องทางที่หน่วยงานทางด้านการจัดการศึกษาหรือสถาบันทางการศึกษาในระดับต่างๆ ของต่างชาติ

ให้สามารถเข้ามาจัดตั้ง และให้บริการทางการศึกษาภายในประเทศไทยได้อย่างเสรี มันจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับโลก

ในยุคโลกาภิวัตน์และยุคของทุนนิยมแบบแข่งขัน ที่กำลังขับเคลื่อนและผลักดันสภาพการณ์ต่างๆ ของสังคมโลกให้เปลี่ยนแปลงไป 

และที่ให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความรู้  มีทุน  มีพลังและอำนาจ มีโอกาส  มีช่องทาง  มีความสามารถที่จะได้รับหรือได้ช่วงชิงผลประโยชน์

และที่ให้ความสำคัญ และให้สิทธิประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคได้มีโอกาสในการเลือกเป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากความจำเป็นที่

จะต้องสนองตอบความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค   ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของอุปสงค์และ

อุปทานทางการตลาด และการจัดการด้วยมือที่มองไม่เห็น[6] ตามแนวคิดและทฤษฎีของ อดัมสมิทธ์

            ตรงนี้คงจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า WTO เป็นองค์กรเหนือรัฐหรือเหนือโลก (Supra-nation)[7] ที่ได้กำหนดเป็น

ข้อบังคับ (Regime) ไว้ว่า ประเทศสมาชิกจะต้องเปิดเสรีทางการค้าในภาคบริการนั้น  เราจึงอาจจะมองดูเหมือนว่า WTO จะมี

ความยิ่งใหญ่หรือมีบทบาทในการบงการโลกหรือมวลประเทศสมาชิกได้เป็นอย่างดี  แต่ในความเป็นจริงนั้นมันเป็นเพียงเครื่องมือ

ของอำนาจรัฐ หรือวิธีการของรัฐเพื่อใช้ในการต่อรองหรือเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้นเอง  เพราะเป็นกระบวนการ

ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เท่านั้น  ซึ่งมีนัยเพียงเพื่อการแสวงหาและการต่อรอง  การหยิบมาใช้เพื่อให้เกิดผลประโยชน์เท่านั้น  

อันจะเห็นได้จากการทำข้อตกลงหรือการทำสัญญาในลักษณะระหว่างรัฐต่อรัฐ ประเทศต่อประเทศ หรือเป็นแบบสองขั้ว (Bi-polar)

ของการทำ FTA กับประเทศต่างๆ เหล่านั้น  ที่อาจมีการอ้างอิงหรือหยิบเอาข้อกำหนดต่างๆ จากเงื่อนไขของ WTO หรืออาจไม่ทำ

ก็ได้  แต่ต้องจ่ายค่าทดแทนการได้ประโยชน์หรือเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์บางประการ เช่น กรณีของการเปิดเสรีของการส่งออกหรือ

นำเข้ารถยนต์  ซึ่งประเทศมาเลเซียได้ขอสงวนสิทธิ์ในเรื่องนี้ โดยยินยอมจ่ายค่าทดแทน เพื่อหลีกเลี่ยงหรือแทนการล่มสลายของ

ระบบการผลิตของบริษัทผลิตรถยนต์โปรตอน หรือการเจรจาตกลงเพื่อการเปิดการค้าเสรีระหว่างไทย-จีน (FTA ไทย-จีน โดยเฉพาะ

ในภาคเกษตร)  ทั้งนี้เป็นไปเพียงเพื่อให้ประเทศจีนขยับวิถีวงโคจรดาวเทียมให้แก่ดาวเทียมด้านการสื่อสารบางดวง เหล่านี้เป็นต้น

จึงเป็นเรื่องของการเลือกใช้หรือการเลือกปฏิบัติเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ของรัฐ หรือของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มทุนเป็น

สำคัญมากกว่า  ดังนั้น จึงอาจจะกล่าวสรุปอย่างง่ายๆ ว่า การนำองค์กรเหนือรัฐหรือเหนือโลก (Supra-nation) ได้กำหนดเป็น

ข้อบังคับ (Regime) มาเป็นข้ออ้างหรือเงื่อนไขนั้น เป็นเรื่องของรัฐแต่ละรัฐจะเลือกนำไปใช้ นำไปใช้ปฏิบัติ หรือนำมาเป็นข้ออ้าง

เพื่อแลกเปลี่ยนหรือแสวงหาผลประโยชน์เป็นสำคัญ

            จากการที่รัฐหรือรัฐบาลมีสิทธิ์ หรือมีอำนาจอันชอบธรรมในการแสดงบทบาทการเป็นตัวแทนของรัฐและประชาชน

รัฐจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกหยิบใช้ผลประโยชน์จากข้อบังคับ (Regime) มาใช้เป็นเครื่องมือในรูปแบบกฎหมาย Fast Track[8]  ซึ่งเห็น

ได้จากการใช้หรืออกมติคณะรัฐมนตรีในการบริหารจัดการตามนโยบายแห่งรัฐ  ทั้งนี้เพราะความเชื่อพื้นฐานในโลกยุคโลกาภิวัตน์  

ยุคของการแข่งขันในภาคการผลิต ที่จำเป็นต้องเป็นผู้นำ  ยุคของการแข่งขันในภาคการผลิตที่เน้นการผลิตที่ต้องการใช้ต้นทุนต่ำ

ที่สุด   แต่ได้กำลังหรือผลผลิตสูงสุด  ได้คุณภาพสูงสุด  รวดเร็ว  และนำสมัยหรือนำหน้าในวิทยาการสูงสุด ทั้งนี้เพื่อการเป็นผู้นำ

หรือการมีโอกาสที่ดีกว่าในการช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้าและการบริการ ดังนั้น กลวิธีหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพหรือ

คุณภาพของประเทศ ให้ก้าวไปสู่กลุ่มประเทศแถวหน้าตามเยี่ยงอย่างประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนั้น  วิธีการที่สำคัญวิธีการหนึ่ง

ก็คือการพัฒนาทางด้านการศึกษาของประชาชนในรัฐ โดยการเลือกใช้วิธี   หรือเลือกช่องทางในการที่จะหยิบยืมเอาผลประโยชน์

ต่างๆ ที่คิดว่า จะได้ประโยชน์แก่รัฐและประชาชน  เพราะแนวคิด วิชาการ องค์ความรู้และการพัฒนาองค์ความรู้  ตลอดจน

ประดิษฐ์ตกรรมใหม่ๆ สามารถส่งผ่านและพัฒนาจากกระบวนการด้านการจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี   ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตนั้น  

รัฐชาติไทยได้พัฒนาในภาคการศึกษาในระดับต่างๆ ในลักษณะที่เดินตาม หรือผลิตผลผลิตเพียงเพื่อให้ได้มาเป็นนักปฏิบัติตาม 

หรือเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีที่ถูกนำเข้าเป็นสำคัญ  อันจะเห็นได้จากการผลิตผลผลิตบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่มีสภาพเป็นเพียง

นักปฏิบัติตามที่เดินตามเทคโนโลยี หรือเป็นเพียงหัวหน้าคนงานมากกว่า   ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นระดับการพัฒนาและการ

ผลิตบุคลากรในระดับนี้นั้น  ควรที่จะพัฒนาให้เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นวิทยาการและนวตกรรมใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาประเทศ

            ถามว่า “ มันจะแตกต่างกันตรงไหน ระหว่างอดีตและปัจจุบันในเรื่องของการพัฒนาทางการศึกษา “ คำตอบที่มี

มันอาจจะดูคลุมเครือไปบ้างแต่ก็มีโอกาสที่เป็นไปได้มาก ทั้งนี้เพราะการเข้ามามีส่วนหรือมีโอกาสในการแข่งขันในภาคการ

บริการทางการศึกษาของต่างชาตินั้น  วิธีการหนึ่งที่จะสร้างโอกาสที่ดีกว่าสถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาที่มีอยู่ก่อนเดิมได้ก็คือ  

การนำสิ่งใหม่ๆ วิธีการหรือวิทยาการใหม่ๆ  นวตกรรมใหม่ๆ การนำองค์ความรู้และแนวความคิดใหม่ๆ เข้ามาเป็นเครื่องต่อรองหรือ

สร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน  การสร้างโอกาสในทางเลือกและการเข้าถึงทางด้านภาษา  การลดต้นทุนทางการศึกษาที่ไม่ต้อง

เดินทางไปแสวงหาในต่างประเทศ  และการขยายโอกาสในการก้าวข้ามชนชั้นทางสังคมเพื่อเข้าสู่ชนชั้นสูง (Elite Class) ทางสังคม[9]

 ตลอดจนการปฏิบัติตามลัทธิเอาอย่างหรือลัทธิบริโภคนิยมที่ต้องการตามแฟร์ชั่น  ดังนั้น ผลกระทบที่ตามมาในอนาคตทางการ

ศึกษาของสถาบันการศึกษาในระดับต่างๆ  โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาของรัฐชาติไทยจึงมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก เพราะถ้า

ไม่สามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปสู่การแข่งขันในเชิงวิชาการต่างๆ ได้เป็นอย่างดีได้  การก่อเกิดและการสิ้นสูญต่างๆ ใน

ระดับหน่วยย่อยต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น  โดยเฉพาะเมื่อนโยบายของรัฐในเรื่องการสนับสนุน หรือเงินงบประมาณที่คิดจากค่าใช้จ่ายต่อ

หัวของผู้เรียน หรือจำนวนนักเรียน และคิดจากภาคหรือความสำคัญของสาขาและความจำเป็นในการจัดการศึกษาตามนโยบาย

แห่งรัฐ  ซึ่งในอนาคตเราอาจจะพบว่า การจัดการศึกษาในภาคสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จะได้รับการสนับสนุน หรือให้

ความสำคัญที่ลดน้อยลง ขณะเดียวกันหลักการ รายละเอียด และเนื้อหารายวิชาต่างๆ ในกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ที่จะถูกกำหนดหรือจัดวางในลักษณะบูรณาการร่วมกับเนื้อหารายวิชาต่างๆ ที่เป็นวิชาชีพหรือเนื้อหาวิชาเฉพาะทาง และรายวิชา

ในกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้  แนวคิดเกี่ยวกับ ICL (Income Contingent Loan)[10] ของแนวคิดแบบ

รัฐสวัสดิการ (Welfare State) ที่จะส่งผลและเร่งเร้าให้วัตถุดิบในการผลิต (ผู้เรียน) ทางการศึกษา ให้สามารถเลือกเรียนหรือศึกษา

ตามสาขาวิชาต่างๆ หรือตามความชอบ (ความต้องการของตน ความต้องการของตลาดแรงงาน และตามแฟร์ชั่น ฯลฯ) และตาม

ความสนใจของตนเองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  ดังนั้น วัตถุดิบการผลิต (ผู้เรียน) ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด ถ้าต้องการเข้าศึกษาต่อ

ในสถานศึกษาใด ก็สามารถเข้าไปศึกษาในสถาบันการศึกษานั้น โดยใช้เพียงบัตรประจำตัวประชาชน (สมาร์ทการ์ด) หรือบัตร

เครดิต เพื่อเป็นใบเบิกทางเพียงใบเดียว  ในการนำเงินรายได้อนาคตมาเป็นเดิมพันชีวิตใน ณ ปัจจุบัน แล้วจึงค่อยไปชำระค่า

ใช้จ่ายหรือค่าเสียหายต่างๆ ในอนาคต  เมื่อสำเร็จการศึกษา (ดูเหมือนเป็นการส่งเสริมการใช้จ่ายของภาคประชาชน  ดรรชนี

ผู้บริโภค  และภาพรวมของรายได้ประชาชาติ)

3.  เกี่ยวเนื่องกับการแข่งขันทางการตลาดในยุคของทุนนิยมเสรีแบบแข่งขัน   อุตสาหกรรมภาคบริการต่างๆ  จึงต้องปรับตัวให้มีความสามารถและมีคุณภาพที่เพียงพอต่อการแข่งขัน   ซึ่งในอดีตนั้น กลวิธีการต่างๆ จึงถูกนำมาใช้  อันได้แก่ การส่งบุคลากรไปลอกเลียนแบบองค์ความรู้ กระบวนการ และแนวทางการจัดการศึกษาต่างๆ จากต่างประเทศ   แล้วอ้างว่า นี่คือกระบวนการการปฏิรูปการศึกษาที่ถูกต้องตามแบบอารยประเทศ    ดังนั้น รูปแบบหรือกรอบแนวคิดต่างๆ จึงถูกนำเข้ามา (Import)  โดยนักวิชาการหรือบุคลากรที่ไปศึกษาต่อจากต่างประเทศมาเป็นลำดับ  “ ดี๋ยวชักเข้า  ดี๋ยวดึงออก  ดี๋ยวภาคบังคับ 9 ปี  ดี๋ยวภาคบังคับ 12 ปี “  ให้ดูสับสนและสูญเสียความสมดุล  อันมีกรณีตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการดึงเอาวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับของไทย  และเมื่อระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไป  ระบบสังคมได้เกิดปัญหาและมีผลกระทบทางสังคมเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะการเกิดปัญหาทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม  ซึ่งผลตามมา…พบว่า ปัญหาทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมนี้ได้แผ่และแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบของสังคมโลก  จนมีสภาพที่คล้ายเป็น  Butterfly Effect  ตามแนวคิดทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ไปทั่ว  อันจะเห็นได้แม้แต่ในองค์การสหประชาชาติ (UN) กับกรณีการทุจริตการนำน้ำมันแลกอาหารในประเทศอีรัค

            นอกจาการนำเข้ามาหรือลอกเลียนแบบด้านองค์ความรู้และแนวทางในการจัดการศึกษาแล้ว  ยังได้นำกระบวนการและวิธีคิดต่างๆ เข้ามาอีกมากมายหลายอย่าง ได้แก่ การควบคุมคุณภาพการจัดการศึกษาหรือการประกันคุณภาพทางการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น  QCC,  ISO,  SAR,  TQM, 66Σ[11], etc.. เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมคุณภาพการผลิตผลผลิตทางการศึกษา[12]  

การจัดระดับคุณภาพของสถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ[13]  การนำระบบ กพร. มาใช้ควบคุมระบบการจัดการและการบริหารบุคลากรในภาครัฐ (การทำรายงานผลการปฏิบัติงานตามความเป็นจริงในการปฏิบัติงานในแต่ละปี   ซึ่งจะเริ่มใช้อย่างเป็นระบบตามนโยบายรัฐประมาณ ปี 2550-51) และการกำหนดนโยบายการใช้ใบประกอบวิชาชีพครู ของข้าราชการครูในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา (ต่ำกว่าปริญญาตรีและในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษา) ซึ่งเมื่อพิจารณาดูจะพบว่า เป็นเหมือนนโยบายเก็บเงินกินเปล่า โดยให้ข้าราชการครูจ่ายเงินคนละ 500 บาท เพื่อซื้อตั๋วใบนี้  และเมื่อครบ 5 ปี ก็จะออกใบวิชาชีพครูให้  โดยอ้างว่าเงินจำนวน 500 บาทนี้ จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริหารจัดการด้านการประเมินผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของบุคลากรสายครู (ขณะที่เขียนนี้ มีการเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ว่า จะคืนเงินที่เก็บไปแล้วนั้น และจะออกใบประกอบวิชาชีพครูให้กับบุคลากรสายครูที่บรรจุเข้ารับราชการก่อน ปีการศึกษา 2547 โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ) มีโจทย์คำถามที่ชวนสงสัยเกิดขึ้นในหลายๆ ประเด็นว่า  1) เงินจำนวน 500 บาทที่เก็บไปนั้น  นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการใดกันแน่  มีความโปร่งใสในการบริหารจัดการมากน้อยเพียงใด   2) ขณะนี้นั้น  ได้มีการเก็บเงินไปแล้วเป็นจำนวนกว่า 90 % ของบุคลากรสายครู  ได้นำไปใช้ประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์อะไรไปบ้าง  มีการรั่วไหลหรือนำไปทำประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องบ้างหรือเปล่า  3) ความเสียหาย  การเสียผลประโยชน์  หรือค่าเสียเวลาจากการจ่ายเงินแล้ว  ซึ่งดูแล้วเหมือนเป็นนโยบายแบบเด็กเล่นขายของ และ 4) เป็นนโยบายที่มีลักษณะของการดูถูกดูแคลนสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรสายครู และบุคลากรที่ทำหน้าที่ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในสายครูอย่างมีนัยเป็นอย่างมาก เป็นการยืนยันความคิดอย่างง่ายๆ ว่า สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรสายครูในปัจจุบันไม่มีคุณภาพ  ซึ่งมีคำถามตลกๆ ว่า “ ผู้ที่เสนอหรือกำหนดนโยบายนี้คงเจริญเติบโตและได้รับการศึกษาจากต่างประเทศมาตั้งแต่เกิดใช่ไหม “ จึงเห็นว่าสิ่งที่ตนเรียนรู้หรือถูกครอบงำมาจากต่างชาติ  จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นพระเจ้า หรือสรณะในการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระเจ้า  แต่แน่ๆ พระเจ้าต้องรู้แน่ๆ ว่า โรงเรียนวัด โรงเรียนขยายโอกาส หรือโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน  ที่มีความพร้อมแตกต่างจากโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมืองหรือโรงเรียนในมหานครใหญ่ๆ ทั้งหลายราวฟ้ากับดิน มันไม่ใช่การทำลายศรัทธาหรือกำลังใจของบุคลากรสายครูอย่างมากมาย ….ฤาท่านทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นได้จบการศึกษาสายครูหรือศึกษาศาสตร์ในระดับปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาในประเทศไหนมาฤา…  ทำไมถึงได้ดูถูกดูแคลนแหล่งที่เพาะบ่มปัญญาความรู้ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาพื้นฐานหรือรากเหง้าต่างๆ ให้ท่านได้ก้าวเดินไปอยู่บนหอคอยงาช้างได้ขนาดนี้ “ ฤาหอคอยงาช้างคือดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ หรือดินแดนยูโทเปียในพระเจ้าของท่าน แลท่านทั้งหลาย…ท่านจงอย่าสำคัญผิดคิดว่าตนคือฑูตสวรรค์ ที่มาบอกทางของการเข้าถึงพระเจ้าของท่าน “ จริงอยู่คุณธรรม จริยธรรม และคุณค่าทางวัฒนธรรมต่างๆ นั้น  มนุษย์เป็นผู้จัดตั้ง  กำหนด  และตีค่า  ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ความเชื่อ ค่านิยม และความต้องการหรือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่จะกำหนดว่าใช่หรือไม่ใช่ (Yes or No) แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์คือ สิทธิและเสรีภาพที่ยากจะควบคุมโดยกฎเหล็กและการข่มเหง  ซึ่งถูกพิสูจน์มาโดยตลอดเวลา และเป็นมาทุกยุคทุกสมัย  จึงอย่าได้เอาความเชื่อในเชิงอัตตาของตนมาพิสูจน์ว่า ความมีโอกาสที่ดีกว่าหรือมีความได้เปรียบในเชิงปัจจัยต่างๆ  เพื่อมาพิสูจน์ทฤษฎีการบริหารจัดการต่างๆ ว่าถูกผิด (ยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐาน หรือต้องการจะสร้างทฤษฎีใหม่) เพราะมนุษย์คือมนุษย์ เพราะตะวันตกนิยมมีความแตกต่างจากตะวันออกนิยม  อย่าได้เอาความเชื่อเรื่อง Globalization มาเทียบกับความเชื่อเรื่องท้องถิ่นนิยม (Localization) และก็อย่าได้เอาแนวคิด Internationalization มาเทียบเคียงกับแนวคิดแบบปัจเจกนิยม (Individualism or Individuation)[14] เพราะความเปลี่ยนแปลงและอนาคตของชาติไม่สามารถเดิมพันได้เหมือนเบี้ยบนกระดานหมากรุก หรือชิพบนโต๊ะพนัน  ที่อาจนำมาซึ่งการล้มกระดานหรือล้มโต๊ะพนันเมื่อใดก็ได้   ทั้งนี้ เพราะเมื่อสถานการณ์และระยะเวลามันเพียงพอและสุกงอม (ความกดดันและมีปัจจัยส่งเสริม)  ดังนั้น จึงอย่าได้มีความเชื่อว่า ตะวันตกนิยมจะเหนือกว่าตะวันออกนิยม  แต่น่าที่จะใช้วิธีการที่ปรับแก้และผสมผสานบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงและจริงใจ ให้มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสม  โดยอาจนำกระบวนการวิเคราะห์แบบองค์รวมในหลายๆ กระบวนการสังเคราะห์  แล้วจึงนำมาสรุปเพื่อเลือกหาแก่นแท้และความเป็นจริงที่เป็นไปได้และมีความเหมาะสมกับวัฒนธรรม สังคม และความพร้อมของความเป็นตะวันออก

            สำหรับแนวคิดการซื้อตั๋วใบประกอบวิชาชีพครูนี้  ยังได้รวมไปถึงบุคลากรสายครูที่เป็นชาวต่างชาติอีกด้วย โดยกำหนดว่า

 “ มาประกอบวิชาชีพครูในประเทศไทย จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูของประเทศไทย ”  ซึ่งหากพิจารณาแบบผ่านๆ จะพบว่า  1) เป็นการกำหนดท่าทีที่ชัดเจนตามแนวคิดการเปิดเสรีของอุตสาหกรรมภาคบริการ  2) เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมภาคบริการของประเทศ (กำหนดกฎเกณฑ์ที่มีความเฉพาะหรือลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ ซึ่งหากพิจารณาจริงๆ คือแนวทางกีดกันอุตสาหกรรมภาคบริการชนิดหนึ่ง)  และ 3) มาตรฐานของใบประกอบวิชาชีพครูของประเทศไทยและในต่างๆ ประเทศมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ (Footing) หรือไม่ </