ฤาจะสิ้นสุดความเป็นสถาบันการศึกษาสายศิลปะที่เก่าแก่ของไทย เสียแล้วหรือ ?[1]
ประวิตร โหรา[2]
สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันและอนาคตนั้น
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปการจัดการบริหาร
การผลิตและการจัดการศึกษา ให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันในตลาดผู้บริโภคสินค้า
ซึ่งอาจจะถือได้ว่ายุคนี้เป็นยุคของทุนนิยมแข่งขัน (Capitalism) ที่โรงงานอุตสาหกรรมหรือผู้ผลิตสินค้าจำเป็นที่จะต้องผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพดีที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุดและราคาถูกที่สุด
เพื่อแย่งชิงหรือผูกใจผู้ซื้อให้สนใจในสินค้าของตน ทั้งนี้เพราะแนวคิดของหลักการทุนนิยมนั้น
เน้นและให้ความสำคัญอยู่ที่ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นสำคัญ
และปล่อยให้กลไกทางการตลาดเป็นตัวกำหนดหรือเป็นตัวควบคุมความต้องการ
ทั้งความต้องการซื้อ (Demand) และความต้องการหรือความต้องการขาย
(Supply) ดังนั้น เมื่อสินค้าในตลาดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
คุณภาพใกล้เคียงกันหรือสามารถใช้บริโภคเพื่อทดแทนกันได้ มีให้สามารถเลือกซื้อ เลือกใช้บริการ
และเลือกบริโภคตามความต้องการหรือตามความเหมาะสมแก่อัตภาพทางเศรษฐกิจ
จากแนวทางการปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปีพุทธศักราช 2542 ได้กำหนดแนวคิดไว้ว่า สถาบันการศึกษาต่าง ๆ
ที่จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะถูกรวบและรวมกันอยู่ในกรมอุดมศึกษาที่เดียว สิ่งที่ตามมาก็คือ
การเกิดภาวะการล้นตลาดของสินค้า (โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนทางสายศิลปกรรม
เป็นต้น) ทำให้ผู้บริโภคสามารถที่จะเลือกซื้อหรือเลือกใช้บริการตามความต้องการได้อย่างมากมาย อันได้แก่ มหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกับของรัฐต่างๆ มหาวิทยาลัยเอกชน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล สถาบันราชภัฏ
ตลอดจนสถาบันการศึกษาของกรมอาชีวศึกษาต่างๆ ที่พยายามสร้างหรือขยายโอกาสให้แก่ตัวเอง (หนีจากสภาพเดิมที่เป็นอยู่) ซึ่งปฏิกิริยาหรือภาพที่แสดงออกมาของสถาบันการศึกษาต่าง
ๆ ต่อพระราชบัญญัติการศึกษาและแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาของชาติก็คือ
การนำเอาระบบการประกันคุณภาพแบบต่าง ๆ มาใช้ในการควบคุม การพัฒนา และการจัดการในสถานศึกษา ตลอดจนการนำเอากลยุทธหรือยุทธวิธีต่าง ๆ
มาใช้ เพื่อการแข่งขัน การเอาชนะ การได้เปรียบ
การประชาสัมพันธ์
และการเร้าหรือการผูกใจให้ผู้บริโภคสนใจที่จะซื้อบริการของสถานศึกษาของตน อันได้แก่ การสร้างหรือขยายวิทยาเขต (Campus) ย่อยๆ
ลงไปในพื้นที่ต่างๆ ในต่างจังหวัดหรือในภาคต่างๆ ของประเทศ
เพื่อเจาะตลาดหรือให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย การสร้างและขยายทางเลือกในการเข้าศึกษาสาขาวิชาต่างๆ
ให้มากขึ้น ทั้งนี้
เพื่อเร้าหรือสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยเน้นถึงศักดิ์และสิทธิ์ว่าเท่าเทียมกันกับการได้ศึกษา
ณ สถาบันการศึกษาต้นสังกัด (Main Campus) ยกตัวอย่างเช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์
และสถาบันราชภัฏต่างๆ ที่ไปเปิดวิทยาเขตย่อยตามพื้นที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและตามต่างจังหวัด ฯลฯ ตลอดจนการเปิดการเรียนการสอนในภาคค่ำและภาคพิเศษเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อหาลูกค้า (ผู้บริโภคการบริการ)
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอีกแห่งหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากมายจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ) โดยเฉพาะการที่อาจจะต้องออกจากระบบราชการ
(อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ) ให้ไปบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ
ด้วยตนเอง
โดยเฉพาะการแสวงหารายได้และการบริหารจัดการงบประมาณต่างๆ
ซึ่งรายได้บางส่วนจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
และในบางส่วนจะได้จากการแสวงหารายได้จากการใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
(มีสภาพที่จะต้องเลี้ยงดูตนเอง) ดังนั้น
สิ่งหนึ่งที่ศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตคลอง 6
จังหวัดปทุมธานี
จึงได้มองเห็นสภาพของการเป็นเตี้ยอุ้มค่อมของตนเองว่า หากจะต้องออกไปแข่งขันกับคู่แข่งขันอื่นๆ
ในตลาดเสรี การที่จะอุ้มวิทยาเขตย่อยต่างๆ
เอาไว้อย่างปัจจุบัน (พ.ศ.
2544) ปัญหาต่างๆ ก็จะตกกระทบโดยตรงแก่ตน (สถาบันฯ)
ได้แก่ 1) การจัดสรรงบประมาณที่ต้องมีการแจกจ่าย และการกระจายไปตามความต้องการและความเหมาะสมแก่วิทยาเขตต่างๆ
(ที่มีสภาพเสมือนลูกนกที่กำลังโตถึง 40 กว่าวิทยาเขต แต่โตไม่เท่าเทียมกัน
หิวอยู่เรื่อยๆ และมีบางตัวที่พร้อมจะบินออกจากรัง ตัวอย่างเช่น
วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ
วิทยาเขตขอนแก่น
และวิทยาเขตภาคพายัพ เป็นต้น) การแสวงหางบประมาณและผลประโยชน์ต่างๆ จึงไม่สามารถบริหารจัดการงบประมาณ การบริหารทรัพยากร การจัดการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาทางด้านวัตถุต่างๆ
ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 2) การเกิดการแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าหรือผู้บริโภคกันเองระหว่างวิทยาเขตต่างๆ
และกับศูนย์กลางสถาบันฯ (สำหรับศูนย์กลางสถาบันฯ
มีศักยภาพและมีความพร้อมที่สมบรูณ์เป็นอย่างมากที่สุดในขณะนี้ สำหรับการบริหาร
การให้บริการและการจัดการศึกษา
เพราะมีทรัพยากรบุคคลที่พร้อม
มีคณะวิชาต่างๆ
ให้ลูกค้าเลือกใช้บริการได้อย่างเพียงพอตามหลักการการจัดตั้งสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ที่ต้องมีคณะวิชาที่จัดการเรียนการสอนอย่างน้อย 5 คณะวิชา
มีอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาที่ใช้สนับสนุนต่างๆ
ซึ่งพร้อมจะยืนอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวและมั่นคง) เพื่อการหลีกหนีสภาพเตี้ยอุ้มค่อม วิธีการหนึ่งคือการผลักให้วิทยาเขตลูกๆ
ออกจากรัง ให้ไปเผชิญโลกด้วยตนเอง
โดยการร่างพระราชบัญญัติสถาบันฯ และนำเสนอแนวคิดให้มีการรวมวิทยาเขตต่างๆ
ที่สามารถร่วมกันได้ หรือมีแนวคิดหรือแนวทางเดียวกันเข้าด้วยกัน ดูแลและบริหารจัดการต่างๆ กันเอง โดยประโยชน์ต่างๆ
ที่เริ่มต้นกันมาอาจถูกแปลสภาพเป็นของสถาบันฯ (ระวังการจัดทำโครงการต่างๆ แผนการสอน โครงการสอน
หรือแม้แต่แบบเรียน CAI ต่างๆ นั้น ลิขสิทธิ์และผลประโยชน์จะตกเป็นของใครครับ
?
เพราะทั้งนี้ทั้งนั้น
การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้
วิทยาเขตต่างๆ
ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาที่ได้พัฒนาขึ้นหรือถูกหลอกให้พัฒนาขึ้น
จำเป็นจะต้องยืนอยู่บนฐานสนับสนุนของสถาบันฯ เท่านั้นในขณะนี้ แล้วถ้าออกนอกระบบสิทธิประโยชน์ต่างๆ
จะเป็นของใคร
ใครยืนยันหลักการรองรับที่ชัดเจนได้ครับ) แต่แปลกประหลาดตรงที่ยังคงให้อยู่ภายใต้อาณัติหรือเป็นอาณานิคม
(Territory) ของศูนย์กลางสถาบันฯ ทำตัวเป็นเด็กดี (Good Boy) ได้น่ารักกันจังเลย
ดูแล้วมันก็แปลกดีนะครับ
ในการนำเสนอรูปแบบของการรวมวิทยาเขตต่างๆ
ในวันลงประชามติและประชาพิจารณ์พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลนั้น วิทยาเขตเพาะช่างที่ถูกเสนอให้มีการรวมกับวิทยาเขตจักรวรรด์และวิทยาเขตสุพรรณบุรี
(แนวคิดคล้ายแบบนี้ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคราวที่ไปสัมมนาที่ชะอำ (พ.ศ. 2543) ว่า พระราชบัญญัติสถาบันฯ
จะก่อให้เกิดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลย่อยๆ
ที่เป็นการรวมตัวกันของวิทยาเขตย่อยหลายวิทยาเขตเข้าด้วยกัน) ท่านทั้งหลาย (ผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์) ได้รับรู้หรือร้อนรนบ้างไหมว่า
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และการสิ้นสุดกำลังจะเกิดขึ้น นั่นคือ การเกิดอาณานิคม (Territory) แบบใหม่ขึ้น
ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนเป็นคณะวิชาที่มีความเป็นสากลสมบูรณ์มาก มีคณะวิชาต่าง ๆ อย่างน้อย 7 คณะวิชา
อันได้แก่ คณะเกษตร คณะวิศวกรรม คณะบริหาร
คณะบัญชี
คณะเศษรฐศาสตร์
คณะศิลปกรรม และคณะศิลปศาสตร์
ซึ่งถ้ามองในภาพของการได้ประโยชน์จะพบว่า วิทยาเขตต่างๆ
ไม่สามารถยืนได้ด้วยตนเอง
ต้องเกื้อหนุนกัน เพื่อให้เกิดศักยภาพการเป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สมบูรณ์ตามหลักการ ทำให้ 1) สามารถยืนอยู่ในสภาพของสถาบันอุดมศึกษาที่ขึ้นตรงกับการบริหารของกรมอุดมศึกษา
(ขึ้นกับส่วนกลาง) 2) ไม่ต้องตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของการจัดการบริหารส่วนท้องถิ่น 3) เปิดรับหรือสามารถจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีได้อย่างเป็นทางการ 4) การพัฒนาศักยภาพทางการจัดการศึกษา
5) พัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากร
ที่สามารถกระทำได้อย่างเปิดกว้าง (การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการ ผศ. , รศ.) 6) สูญเสียเกียรติประวัติอันยาวนานของตนไป ฯลฯ
สำหรับสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง
ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสายศิลปะที่เก่าแก่ของไทย
ที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2456) นั้น อาจจะได้ผลกระทบกระเทือนอะไรบ้าง
1) เปลี่ยนชื่อสถาบันใหม่ จะใช้ชื่ออะไรดีล่ะ
ในเมื่อยังอยู่ภายใต้การเป็นอาณานิคม (Territory) จึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถาบันฯ 2) สามารถยืนอยู่ในสภาพของสถาบันอุดมศึกษาที่ขึ้นตรงกับการบริหารของกรมอุดมศึกษา
(ขึ้นกับส่วนกลาง ไม่ต้องตกไปอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร)
อันนำไปสู่การเป็นวิทยาลัยชุมชน (Community College) 3) ไม่ต้องตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของการจัดการบริหารส่วนท้องถิ่น 4) เกิดคณะศิลปกรรมขึ้น โดยการรวมคณะวิชาต่างๆ
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน (พ.ศ.
2544) เข้าด้วยกัน
แล้วแปลสภาพให้เป็นเพียงภาควิชาต่างๆ (ดูต้นแบบได้จากคณะศิลปกรรม
ศูนย์กลางสถาบันฯ)
5) สามารถเปิดรับหรือสามารถจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีได้อย่างเป็นทางการ 6) สามารถพัฒนาศักยภาพทางการจัดการศึกษา 7) สามารถพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากร ที่สามารถกระทำได้อย่างเปิดกว้าง (การพัฒนาตำแหน่งทางวิชาการ
ผศ.,รศ.) และ 8) สูญเสียเกียรติประวัติอันยาวนานของตนไป ฯลฯ
ข้าพเจ้าในฐานะหลานศิลปหัตถกรรม
จึงใคร่อยากเรียนถามมาด้วยใจเคารพ
ถึงความรู้สึกและความคิดเห็นของท่าน
เหล่าศิษย์เพาะช่างทั้งหลาย
แห่งสถาบันการศึกษาสายศิลปะที่เก่าแก่ของไทยว่า
ท่านทั้งหลายยินยอมพร้อมใจกับสิ่งเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแล้วหรือ
? สำหรับในยุคของท่าน
หรือจะหาแนวทางอะไรที่จะต่อสู้เพื่อผดุงไว้ซึ่งนามคำว่า เพาะช่าง ให้คงอยู่ต่อไป โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไปประชาพิจารณ์พระราชบัญญัติราชมงคลครั้งที่
1 (ร่างพระราชบัญญัติฯ) และครั้งที่ 2
ท่านคิดอะไรอยู่หรือไม่ได้คิด
มองเห็นอะไรบ้างไหมหนอ